รีวิว Apple Watch Series 4

รีวิววันนี้ ผมพามาดูนาฬิกา Apple Watch รุ่นใหม่ของปีนี้ โดยมาในชื่อรุ่น Apple Watch Series 4 การปรับปรุงใหญ่ที่สุดตั้งแต่ Apple ได้ทำการเปิดตัว Apple Watch มา ซึ่ง Apple Watch Series 4 พร้อมที่จะวางจำหน่ายในประเทศไทยวันที่ 2 .. นี้แล้ว

Apple Watch Series 4 มีการอัปเดตครั้งใหญ่ที่สุดของ Apple Watch ตั้งแต่วางขายครั้งแรกในปี 2015 โดยชื่อ “Series 4” แต่จริงๆ มันคือรุ่นที่ 5 หลังจากรุ่นออริจินัล จากนั้นเปิดตัว Series 1 กับ 2 พร้อมกัน และเปิดตัว Series 3 ในปีที่แล้ว ตอนนี้ถึงคิวของ Series 4 ที่ในที่สุดแล้วก็มีการเปลี่ยนหน้าตาของมันเป็นครั้งแรกครับ

การเปลี่ยนหน้าตาครั้งนี้ หลักๆ แล้ว คือการขยายขนาดหน้าจอให้ใหญ่ขึ้น จากเดิมมีขนาด 38mm กับ 42mm ก็ขยายขึ้นมาเป็น 40mm กับ 44mm แต่ตัวเรือนมีขนาดใหญ่ขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น เพราะ Apple ได้ทำหน้าจอให้คลุมมาชิดขอบตัวเรือนมากขึ้นและตัวเรือนมีขนาดบางลงเล็กน้อยด้วย

ประสบการณ์ที่ได้จาก Apple Watch Series 4 นี่จริงๆ แล้วใหม่ตั้งแต่กล่องของมันเลยนะครับ เพราะ Apple ได้ปรับปรุงแพ็กเกจใหม่ทั้งหมด ซึ่งถ้าเราดูจากกล่องภายนอก จะดูไม่ออกเลยว่าข้างใน Apple แอบเซอร์ไพรส์เราเอาไว้ ทันทีที่เราแกะสลักกระดาษด้านหลังออก กล่องกระดาษที่ห่อหุ้มไว้ก็จะกางออกมาเป็นลวดลาย Apple Watch หลากหลายแบบ หลากหลายสีอย่างที่เห็นเลยครับ พร้อมกับกล่องตัวเรือนอยู่ตรงกลาง ที่จะมีรูปนาฬิกาตรงกับสีที่เราเลือกซื้อเอาไว้

ด้านล่างจะแยกกล่องของสายนาฬิกาออกมาอีกชั้นอย่างเรียบร้อย

ส่วนกล่องตัวเรือนหลัก เมื่อเปิดมาจะเจอกับช่องวางตัวเรือนนาฬิกา, สายชาร์จ และ หัวชาร์จ โดยตัวเรือนของนาฬิกาจะอยู่ในซองผ้านิ่มๆ อีกั้น ดูหรูหราพรีเมียมมากๆ และให้ประสบการณ์ที่ดีมากๆ ตั้งแต่การ unbox เลยครับ

นอกจากนี้ นาฬิกา Apple Watch Series 4 ที่ปรับเปลี่ยนขนาดให้ใหญ่ขึ้น ยังสามารถใช้สายนาฬิการุ่นเดิมได้ทั้งหมดด้วยนะครับ (สายของรุ่น 38mm จะนำมาใช้กับ Series 4 ขนาด 40mm ส่วนสายของรุ่น 42mm จะนำมาใช้กับ Series 4 ขนาด 44mm) อย่างรูปนี้ผมนำมาใช้กับสายรุ่น Nike+ เดิม เข้ากันได้อย่างสวยงามทีเดียว

ดีไซน์ของ Watch Series 4 นอกจากหน้าจอที่ใหญ่ขึ้นแล้ว ยังปรับปรุงส่วนของ Digital Crown ที่ตอนนี้ในรุ่นเซลลูลาร์ จะเป็นวงแหวนสีแดงๆ แทนที่จะเป็นจุดสีแดง เพิ่มการตอบสนองแบบสั่นได้ เวลาเราหมุนดิจิทัลคราวด์ ตัวนาฬิกาจะสั่นจิ๊กๆๆ เหมือนกับเราหมุนเม็ดมะยมของนาฬิกาจริงๆ , มีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งของไมโครโฟน ลดเสียงสะท้อน และขยายขนาดลำโพงให้มีความดังขึ้นอีก 50%

ส่วนด้านหลังนี่ไฮไลต์เลยครับแม้ว่าตอนใส่เราจะมองไม่เห็นก็ตามแต่ถูกปรับปรุงใหม่ให้สวยงามขึ้นอัพเกรดเซนเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจเป็นรุ่นใหม่และเพิ่มความสามารถในการวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่ตอนนี้ยังถูกปิดการใช้งานด้วยซอฟต์แวร์อยู่และจะเปิดให้ใช้งานได้เมื่อผ่านการรับรองจากหน่วยงานของแต่ละประเทศ (ปลายปีนี้ สหรัฐอเมริกาจะได้ใช้ก่อน และเมื่อผ่านการรับรองจากหน่วยงานในไทย Apple Watch Series 4 ในไทย จึงจะถูกเปิดการใข้งานด้วยซอฟต์แวร์ที่จะออกมาในอนาคต)

อีกส่วนของดีไซน์ ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ใน Series 4 ก็คือตัวเลือกของหน้าปัดแบบใหม่ครับ Apple เรียกว่าหน้าปัดแบบ Infograph ใช้ประโยชน์จากความใหญ่โตขึ้นของหน้าปัดนาฬิกา ทำหน้าปัดที่ใส่ข้อมูลได้เยอะขึ้นในจอเดียว บอกเวลาด้วยเข็ม ตรงกลางใส่ข้อมูลได้ 4 ช่อง และตรงมุมก็ใส่ข้อมูลต่างๆ ได้อีก 4 ช่อง เลือกเอาเองตามลักษณะการใช้งานของแต่ละคน อย่างผมก็จะใส่ activity ring ที่บอกข้อมูลการเคลื่อนไหวในแต่ละวัน , ใส่ปฏิทินตารางงาน , สภาพอากาศ , ปุ่มช็อตคัตวัดอัตราการเต้นหัวใจ , บอกเวลาของอีกเมือง , ช็อตคัตเพื่อเล่นเพลงใน Apple Music และอื่นๆ ที่ตอนนี้ใส่ได้ในหน้าปัดเดียวเลย

หน้าจอตอนที่ทำการปรับแต่งหน้าปัด Infograph ก็จะเปิดให้เราเลือกแตะ ปรับได้อิสระเลยว่า แต่ละช่องเราจะแสดงข้อมูลอะไร ซึ่งเลือกได้ทั้งหมด 8 ตำแหน่ง

หน้าปัด Infograph ใหม่อีกแบบคือหน้าปัด Infograph Modular อัพเกรดจากหน้าปัด Modular ที่หลายคนชอบในซีรีส์ก่อนหน้า บอกข้อมูลได้ชัดเจนขึ้น เพิ่มสีสันให้ดูง่ายขึ้น หรือถ้าใครไม่ชอบข้อมูลเยอะๆ บนหน้าปัด ก็มีหน้าปัดลูกไฟ หรือ ไอน้ำ ที่เพิ่มเติมมาใหม่ เรียบง่าย สวยงามทุกครั้งที่ยกข้อมือขึ้นมาดูเวลาครับ

ไฮไลต์เด็ดที่สร้างเสียงฮือฮาได้มากที่สุดของ Series 4 ก็คือ ฟีเจอร์ตรวจจับการล้มแบบรุนแรง ที่ได้อานิสงส์จาก Gyroscope เจเนอเรชั่นใหม่ที่ตรวจจับได้ไวขึ้น ทำให้มันสามารถตรวจจับการล้มของเราได้ จากวิถีการเคลื่อนที่จากบนข้อมือและความเร่งที่ทำให้เกิดแรงกระแทก และจะส่งการแจ้งเตือนบนหน้าจอหลังการที่มันตรวจจับได้ว่าเราล้ม มีตัวเลือกในการโทรหาบริการช่วยเหลือฉุกเฉินได้ทันที หรือถ้าหาก Apple Watch ตรวจพบว่าไม่มีการเคลื่อนไหวเป็นเวลา 60 วินาทีหลังมีการแจ้งเตือน Apple Watch จะโทรหาบริการฉุกเฉินโดยอัตโนมัติและส่งข้อความพร้อมระบุตำแหน่งไปยังผู้ติดต่อฉุกเฉินที่เราได้ตั้งไว้ ผมพยายามทดลองฟีเจอร์นี้ด้วยการแกล้งล้มหลากหลายรูปแบบ ก็ยังไม่สามารถทำให้ Apple Watch ขึ้นเตือนการล้มได้ครับ ซึ่งตรงนี้ Apple ให้ข้อมูลกับผมว่า มันจะทำงานเมื่อเซนเซอร์รับรู้ว่ามีลักษณะการเคลื่อนไหวที่เหมือนกับการล้มจริงในระดับที่รุนแรงพอสมควร ซึ่งอาจจะทำได้ยากมากๆ จากการแกล้งล้มครับ ผมจึงไม่มีโอกาสได้ทดลองใช้ฟีเจอร์นี้อย่างจริงจัง แต่หวังว่ามันจะเป็นประโยชน์เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้น หรือเมื่อผู้่สูงอายุในบ้านสวมใส่และมีการล้ม ซึ่งอาจจะอยู่ไกลสายตาจากคนรอบตัว

Apple Watch Series 4 มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ watchOS 5 ที่มีฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่หลายคนอาจจะยังไม่เคยใช้ด้วยนะครับ เช่น Walkie Talkie ความสามารถในการเป็น ว. หรือวิทยุสื่อสาร กดส่งข้อความเสียงแบบสั้นๆ ไปให้เพื่อนที่ใช้ Apple Watch และรับข้อความเสียงกลับมาได้ อันนี้ถ้าใครได้ลองใช้แล้วน่าจะชื่นชอบมากๆ สะดวก รวดเร็วกว่าการส่งข้อความแชทด้วยมือถือมากพอสมควร และในหลายๆ สถานการณ์ก็เหมาะกว่าการพิมพ์แชทด้วย หรือความสามารถในการเรียกใช้งานสิริ ด้วยการยกข้อมือขึ้นมา และพูดใส่ตัวนาฬิกาได้เลยโดยไม่ต้องเรียก Hey Siri ก่อน ซึ่งผมลองแล้ว มันทำงานได้เนียนมาก ตอบกลับมาได้เร็วมาก และลำโพงเสียงดังมากเลยทีเดียว

Apple Watch Series 4 ตัวเรือนแบบสแตนเลส สีดำสเปซแบล็ก

ส่วนตัวผมใช้ Apple Watch ต่อเนื่องมานานสามปีแล้ว จุดที่ชอบก็เยอะ จุดที่ไม่ชอบก็มีนะครับ เช่น Apple ยังไม่ยอมเปิดให้ Apple Watch ทำหน้าที่เป็นตัวตรวจวัดการนอนเสียที แม้ว่าแบตเตอรีจะอึดขึ้นกว่ารุ่นก่อนแล้วก็ตาม หรือการจำกัดรูปแบบของหน้าปัดให้เลือกเฉพาะที่ Apple ทำเองเท่านั้น ยังไม่ยอมปล่อยให้นักพัฒนาทำหน้าปัดรูปแบบใหม่ๆ ออกมาให้เราใช้ หรืออีกอย่างที่ผมอยากได้ คือตัวเลือกของการให้หน้าปัดนาฬิกาติดอยู่ตลอดเวลาแม้ตอนที่ไม่ได้ยกข้อมือขึ้นมา เพราะมันจะทำให้เรารู้สึกว่ามันเหมือนกับนาฬิกาข้อมือปกติมากขึ้นนั่นเองครับ

Apple Watch Series 4 ตัวเรือนแบบอะลูมิเนียม สีทอง

Apple Watch Series 4 มีให้เลือกทั้งหมด 2 ขนาด คือ 40 มม กับ 44 มม โดยมีทั้งรุ่นจีพีเอสปกติ กับรุ่นจีพีเอสบวกเซลลูลาร์ ที่รองรับ eSIM และในไทยก็รองรับทั้งสามเครือข่ายหลักแล้ว ตัวเรือนมีสองวัสดุคือ อะลูมิเนียม สีเงิน สีทอง สีเทาสเปซเกรย์ กับตัวเรือนแบบสแตนเลสเงางาม สีเงิน สีดำสเปซแบล็ก และสีใหม่คือสีทอง และยังมีรุ่น Nike+ กับครั้งแรกในไทย คือรุ่น Apple Watch Hermes ให้เลือกเพิ่มเติม โดยแต่ละรุ่น แต่ละวัสดุ แต่ละขนาด สายแต่ละแบบ ก็จะมีราคาที่แตกต่างกันไป โดยในประเทศไทย จะเริ่มวางขายในวันที่ 2 พ.ย. นี้ครับ

โดยรวมแล้ว จากที่ผมได้ทดลองใช้ Series 4 มาสักพักใหญ่ๆ ขอแนะนำว่าเจ้าของ Apple Watch เดิม ไม่ว่าจะเป็นซีรีส์ไหนก็ตาม รอบนี้ถือว่าคุ้มค่าแก่การอัพเกรดมากๆ ครับ ประสบการณ์ที่ได้จากขนาดหน้าจอที่ใหญ่ขึ้น มันสมบูรณ์แบบมาก ชนิดที่ผมได้ลองสลับกลับไปใช้ Series 3 แล้วรู้สึกอึดอัดเลย (เหมือนกับใครที่ใช้ iPhone จอใหญ่ๆ แล้วกลับไปใช้ iPhone 5 อะไรประมาณนั้น) ส่วนเรื่องของประสิทธิภาพ ก็ทำงานได้เร็วขึ้นกว่ารุ่นเดิมๆ อย่างชัดเจน โดยเฉพาะใครที่ใช้รุ่นที่เก่ากว่าซีรีส์ 3 น่าจะถูกใจมากครับ และยังมีฟีเจอร์ด้านสุขภาพ เช่น Fall Detection ให้เราได้อุ่นใจมากขึ้น รวมถึงมันน่าจะเป็นของขวัญชั้นยอด สำหรับคนใกล้ชิดที่เราห่วงใยอีกด้วยนะครับ (แต่คนรับนั้นต้องใช้ iPhone อยู่แล้วนะ ไม่งั้นอาจจะต้องซื้อให้ทั้ง iPhone และ Watch จะเรื่องใหญ่เอาได้ง่ายๆ ครับ 555) .. แล้วพบกันใหม่รีวิวหน้าครับ

บทความโดย:
อู๋ spin9

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save