วิธีตั้งค่ามือถือให้ประหยัด Data ที่สุด ก่อนใช้ Wi-Fi บนเครื่องบิน

ยุคนี้แล้ว เริ่มมีสายการบินให้บริการ Wi-Fi on board กันมากขึ้นนะครับ ปัญหาคือ ค่าบริการยังค่อนข้างสูง แถมยังจำกัดปริมาณข้อมูลแค่ไม่กี่ MB เท่านั้น บทความนี้ จะบอกเทคนิคการตั้งค่าโทรศัพท์มือถือของเรา ให้ประหยัดการใช้ Data ที่สุด ก่อนที่เราจะใช้ Wi-Fi บนเครื่องบินครับ เพื่อที่เราจะได้ใช้แพ็กเกจ Wi-Fi ได้คุ้มค่าที่สุด หรือใช้ได้นานที่สุดนั่นเอง

Disclosure: บทความนี้ เขียนจากประสบการณ์ตรงของผู้เขียน 
และไม่ได้รับการสนับสนุนใดๆ จากสายการบินหรือตัวแทนที่เกี่ยวข้อง

ต้องเล่าให้ฟังก่อนว่า โดยปกติแล้ว โทรศัพท์ของเรา จะมีการรับส่งข้อมูลอยู่ตลอด แม้ว่าไม่ได้หยิบขึ้นมาใช้งานครับ เช่น ข้อมูลเกี่ยวกับการแจ้งเตือน Notification ต่างๆ , ข้อความ LINE ที่ถูกส่งเข้ามาตลอด , การพุช Email , ข้อมูลเรื่องตำแหน่งที่ตั้ง , ฯลฯ ซึ่งปริมาณข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ อาจทำให้เราใช้งานแพ็กเกจ Wi-Fi แสนแพงบนเครื่องบิน ไม่ได้ถูกใช้อย่างคุ้มค่าครับ

นอกจากปริมาณข้อมูลที่ถูกใช้อยู่ตลอดแล้ว ยังมีกรณีที่บางโปรแกรม บางแอพ และบางคำสั่ง จะถูกใช้งาน Data โดยอัตโนมัติหากมือถือเชื่อมต่อกับ Wi-Fi ครับ เช่น การ backup รูปถ่ายในเครื่องขึ้น iCloud Photo หรือ Google Photos, การ backup ข้อมูลหลักของตัวเครื่อง, การดาวน์โหลดอัปเดตแอพใหม่ๆ โดยอัตโนมัติ รวมถึง การดาวน์โหลดเฟิร์มแวร์ใหม่ของเครื่อง ซึ่งทั้งหมดนี้ ใช้ปริมาณข้อมูลอย่างมหาศาล ที่จะทำให้แพ็กเกจ Wi-Fi บนเครื่องบินของเราหมดลงในชั่วพริบตา

ผมเคยใช้แพ็กเกจ Wi-Fi บนเครื่องบินมาหลากหลายรูปแบบแล้ว โดยเฉพาะแพ็กเล็กๆ เพียงไม่กี่ MB ที่หลายคนคิดว่ามันจะไปใช้พอได้อย่างไร แต่ความจริงแล้ว ถ้าเราตั้งค่าถูกต้อง เราสามารถใช้แชท LINE หรือตอบอีเมลสำคัญต่างๆ ได้นานเลยนะครับ หรือถ้าสายการบินไหนใจดี มีแพ็ก Wi-Fi แบบ Unlimited Data ให้ใช้ ก็สบายเลย ไม่ต้องมานั่งกังวลมากนัก แต่ผมก็แนะนำให้ตั้งค่าตามนี้อยู่ดี เพราะความเร็วของ Wi-Fi บนเครื่องบินมีค่อนข้างจำกัด ไม่ควรที่จะหมดไปกับการโหลดหรือ backup ข้อมูลที่ยังไม่จำเป็นในตอนนั้นนะครับ

ดังนั้น มาดูการตั้งค่าให้มือถือของเราให้พร้อมกับการต่อ Wi-Fi ที่มีปริมาณข้อมูลจำกัด รวมถึงเทคนิคการใช้ Wi-Fi บนเครื่องบินให้ได้ยาวนานกันครับ

ออกจากแอพที่เปิดอยู่ทั้งหมด

แอพที่เราเปิดค้างไว้ จะมีการใช้ปริมาณข้อมูลเป็นระยะครับ ข้อแนะนำคือควรปิดแอพที่เปิดค้างไว้ทั้งหมด ก่อนที่เราจะเริ่มใช้ Wi-Fi บนเครื่องบินนะครับ

iOS รุ่นที่มีปุ่มโฮม กดปุ่มโฮมสองครั้ง แล้วเลื่อนปิดทีละแอพ ส่วน iPhone X ขึ้นไป ให้ swipe หน้าจอจากล่างขึ้นมาแช่ไว้กลางจอ เมื่อหน้าจอขึ้นหน้าต่าง multitask ให้ปล่อยมือ และเลื่อนปิดทีละแอพ

Android กดปุ่มเปลี่ยนแอพ แล้วปิดแอพทั้งหมด หรือเลื่อนปิดทีละแอพ (แล้วแต่รุ่นโทรศัพท์)

ปิดการทำงานของ Background App

ด้วยค่ามาตรฐานแล้ว มือถือทุกรุ่นจะเปิดการทำงานของ Background App ไว้ตลอดเวลาครับ ในกรณีที่เรามีข้อความใหม่ หรืออีเมลใหม่ มันจะได้เด้งเตือนขึ้นมาให้เราได้ทันที แต่เราสามารถเลือกปิดส่วนนี้ได้ เพื่อประหยัดปริมาณข้อมูล และให้มันทำงานเมื่อเราเปิดเข้าแอพเท่านั้น

iOS ปิดการทำงานที่ Settings – General – Background App Refresh – ปิดทั้งหมด หรือเลือกปิดเป็นบางแอพได้

Android อาจใช้ชื่อเมนู Data Saver หรือ Restrict Background Apps

การปิดไม่ให้ background app ต่างๆ ใช้ข้อมูล ก็จะเป็นการปิด backup ไปในตัวครับ รูปภาพใหม่ๆ ก็จะบยังไม่ถูกอัพโหลดขึ้น Cloud ในตอนนี้ รวมถึงแอพต่างๆ ก็จะไม่รีเฟรชตัวเอง จนกว่าเราจะกดเข้าแอพนั้นๆ เพื่อใช้งาน จึงเป็นการประหยัดข้อมูลได้มากที่สุด และลดให้เหลือเฉพาะแอพที่เรากำลังจะใช้งานเท่านั้น

ทางลัด: เปิดโหมดประหยัดแบตเตอรี่ จะประหยัดข้อมูลได้มหาศาล

เทคนิคที่ผมใช้ประจำ และแนะนำให้ทุกคนใช้ คือ ให้เปิดโหมดประหยัดแบตเตอรี่ในมือถือครับ ไม่ว่าจะเป็น iOS หรือ Android ซึ่งเมื่อเปิดแล้ว ตัวเครื่องจะจำกัดการใข้งานของแอพต่างๆ ไม่ให้รีเฟรชตัวเองอัตโนมัติ รวมถึงปิดการ backup ตัวเครื่อง, ปิดการ backup รูปให้เราทั้งหมดเลย โดยไม่ต้องเข้าไปปิดเองทีละเมนู

iOS จะใช้ชื่อเมนูนี้ว่า ‘Low Power Mode’ อยู่ใน Settings – Battery ครับ เมื่อเปิดแล้ว ไอคอนแบตเตอรี่จะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ส่วน Android แต่ละยี่ห้ออาจใช้ชื่อไม่เหมือนกัน ลองเสิร์ชคำว่า Battery หรือ Power Mode ใน Settings ก็จะมีเมนูให้เลือกเปิดโหมดนี้

ข้อแนะนำในเทคนิคนี้ คือระหว่างใช้งาน ไม่ต้องเสียบชาร์จมือถือนะครับ เพราะโทรศัพท์บางรุ่นจะปิดโหมดประหยัดแบตเตอรี่ไปเองเมื่อมีการเสียบชาร์จ ซึ่งก็จะกลับมาใช้ Data เยอะเหมือนปกติอีก ใช้เน็ตให้เสร็จแล้วค่อยชาร์จครับ

ปิดเมนู Auto-download ใน LINE

ในแอพ LINE ของเรา โดยค่ามาตรฐานจะถูกเปิดการทำงานของฟังก์ชั่นดาวน์โหลดรูป/วิดีโอ/GIF โดยอัตโนมัติเอาไว้ครับ แนะนำให้ทำการปิดก่อนที่จะเชื่อมต่อ Wi-Fi บนเครื่องบินเพื่อประหยัดพลังงานนะครับ วิธีปิดคือเข้าไปที่ Settings – Photos & videos และเลือกปิดเมนู Auto-download กับ Auto-play ให้หมด

ใช้เฉพาะแอพที่จำเป็น – เลี่ยง Instagram ไปก่อน

การใช้ Wi-Fi บนเครื่องบิน ที่มีราคาค่อนข้างสูง ส่วนมากก็จะไว้ใช้ติดต่อธุระเร่งด่วนนะครับ เช่นตอบข้อความ หรือรับส่งอีเมล ซึ่ง LINE หรืออีเมลเนี่ย ใช้ปริมาณข้อมูลน้อยมากครับ แพ็กเน็ตแค่ 15MB นี่ใช้ได้นานเป็นชั่วโมงเลย (หากได้ตั้งค่าตามคำแนะนำด้านบนแล้ว) หลีกเลี่ยงการส่งรูป หรืออาจจะหลีกเลี่ยงการแตะดูรูปขนาดเต็มที่เพื่อนส่งมา เพราะเราก็จะเห็นรูปจาก thumbnail อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องกดูรูปไซส์เต็มที่อาจมีขนาดหลาย MB ครับ

แอพที่ควรหลีกเลี่ยง เพราะมีการใช้ Data เยอะมาก คือ Instagram ครับ ซึ่งผมก็เข้าใจนะ ว่าหลายคนติด Instagram และก็อยากจะเช็คอินหรืออัพ Instagram Story ตอนที่อยู่บนเครื่องบินบ้างแหละ แต่การอัพ Story หรือการกดู Story ของเพื่อน ที่เป็นคลิปนี่ใช้ปริมาณข้อมูลหลาย MB ครับ หากเรามีปริมาณข้อมูลจำกัด ก็หลีกเลี่ยงอย่าเข้าแอพ Instagram ไปก่อน

Facebook เองก็ใช้ปริมาณข้อมูลเยอะเช่นกันครับ แต่อันที่ใช้น้อยคือแอพ Messenger (หรือถ้าใน Android ใครมี Messenger Lite นี่เหมาะมากเลย) ใช้แชทได้ยาวนาน โดยใช้ปริมาณข้อมูลไม่เยอะครับ

เลือกแพ็กเกจให้เหมาะกับเรา

แต่ละสายการบิน หรือแม่้กระทั่งสายการบินเดียวกัน แต่เครื่องบินคนละรุ่น ก็อาจมีแพ็กเกจ Wi-Fi ที่ไม่เหมือนกันนะครับ โดยส่วนมาก จะมีให้เลือกตามปริมาณการใช้งาน มีบอกว่า กี่ MB ราคาเท่าไหร่ และอาจมีแพ็กสูงสุดคือใช้งานได้ไม่จำกัดตลอดไฟลต์นั้นๆ ที่จะเหมาะมากสำหรับไฟลต์เดินทางระยะไกลๆ 10 กว่าชั่วโมงขึ้นไป

ส่วนแพ็กเกจอีกแบบ จะถูกใจกว่ามาก คือคิดการใช้งานตามระยะเวลาครับ ครึ่งชั่วโมงราคาเท่านี้ หนึ่งชั่วโมงราคาเท่านี้ ไปสูงสุดที่ใช้งานได้ไม่จำกัดตลอดไฟลต์นั้นๆ เช่นกัน เที่ยวบินที่คิด Wi-Fi ตามระยะเวลาการใช้งาน จะทำให้เราไม่ต้องมาคอยกังวลว่าเราใช้ข้อมูลเยอะแค่ไหน ถ้าแพ็กนี้อยากใช้แอพอะไรก็ลุยเต็มที่เลยครับ จะอัพรูป อัพสตอรี่ ก็เต็มที่ได้เลย (แต่ก็แนะนำให้ตั้งค่าตามที่บอกข้างต้นอยู่ดี เพื่อที่เราจะได้ใช้งานได้เร็วขึ้นนะครับ ไม่โดนแอพอื่นแย่งใช้งาน)

ซื้อแพ็กเกจอย่างไร?

วิธีการซื้อแพ็กเกจก็ง่ายมาก แค่เชื่อมต่อ Wi-Fi ที่สายการบินกำหนด (มักจะมีบอกในโบรชัวร์ในกระเป๋าหน้าที่นั่ง) หรือแตะเข้าไปดู Wi-Fi ได้เลย พอเครื่องขึ้นแล้ว มักจะมีอยู่แค่อันเดียวให้เลือกครับ พอเชื่อมต่อแล้ว เราจะถูกบังคับให้เข้าหน้าเว็บ login อัตโนมัติ มีเมนูแพ็กเกจให้เลือกซื้อ กรอกข้อมูลบัตรเครดิตให้ครบถ้วน เพื่อจ่ายเงินเริ่มใช้งานได้ทันที

ตรวจสอบให้ดี บางเที่ยวบินก็ใช้ฟรีนะ

บางสายการบิน มี Wi-Fi ให้ผู้โดยสารได้ใช้ฟรีด้วยนะครับ มีทั้งแบบฟรีทั้งลำสำหรับทุกคน และฟรีสำหรับผู้โดยสารในชั้นพรีเมียม เช่น Business Class หรือ First Class ซึ่งเราสามารถกรอกแค่นามสกุลกับเลขที่นั่ง ก็เปิดใช้งานฟรีได้เลย และอาจจะฟรีในปริมาณที่จำกัด หรือฟรีแบบไม่จำกัดเลยก็มีเหมือนกัน รวมถึงบางสายการบิน เช่น การบินไทย ก็จะมีลูกเรือเดินแจก Voucher ที่เป็นโค้ดสำหรับเข้าใช้งาน Wi-Fi สำหรับผู้โดยสารพรีเมียม เราก็แค่เอาโค้ดไปกรอกตอน login เพื่อเปิดใช้งาน

สรุป

ตั้งค่าทุกครั้งก่อนเริ่มใช้ Wi-Fi บนเครื่องบินนะครับ ถ้าไม่อยากวุ่นวายกับการตั้งค่าต่างๆ มากมายนัก อย่างน้อยก็ให้เปิดโหมดประหยัดพลังงานก่อนก็ยังดีครับ เพื่อที่เราจะสามารถใช้ Wi-Fi บนเครื่องบินได้อย่างคุ้มค่า และได้สปีดที่โอเคกับการใช้งานทั่วไป

ขอให้มีความสุขในการเดินทางนะครับ

บทความโดย:
อู๋ spin9