รีวิว Apple TV 4K

รีวิวใหม่วันนี้ ผมนำ Apple TV 4K ซึ่งเป็นกล่องทีวีรุ่นล่าสุดจาก Apple ซึ่งได้พัฒนาขึ้นไปรองรับความละเอียดแบบ 4K HDR และได้ประกาศเปิดตัวไปเมื่อเดือนกันยายน 2017 ที่ผ่านมา แต่ก็เพิ่งจะได้ฤกษ์วางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทยเมื่อมานานมานี้ มารีวิวให้ชมกันครับ

Apple TV 4K ถือเป็น Apple TV เจเนอเรชั่นที่ 5 แล้วครับ โดยมีข้อแตกต่างที่ถูกปรับปรุงจากเจเนอเรชั่นก่อนหน้าที่ชัดเจนที่สุด คือการรองรับมาตรฐานความละเอียด 4K HDR ซึ่งมีความละเอียดเหนือกว่า Apple TV รุ่นก่อนหน้าถึง 4 เท่าตัว และยังอัปเกรดพลังของชิปโพรเซสเซอร์ภายใน ให้มีความเร็วที่สูงขึ้น เพื่อรองรับกับคอนเทนต์ที่มีความละเอียดสูงมากๆ ตามมาด้วย โดยที่ยังคงใช้ดีไซน์กล่องทีวีสีดำ ขนาดเล็กกะทัดรัด และรีโมทที่รองรับการสั่งงานด้วยเสียงในรูปแบบเดิม

ตัวเครื่อง Apple TV 4K มีช่องเสียบสาย HDMI, ช่องเสียบสายแลน และช่องเสียบสายไฟเท่านั้น ส่วนตัวรีโมทสิริ ที่รองรับการค้นหาด้วยเสียง (ไม่รองรับ Siri ในไทย) สามารถเสียบชาร์จผ่านพอร์ท Lightning (พอร์ตเดียวกับ iPhone) ได้เลย โดยในกล่องจะไม่มีสาย HDMI มาให้นะครับ ต้องซื้อแยกต่างหาก

Apple แนะนำว่า ถ้าต้องการที่จะให้ Apple TV 4K แสดงผลภาพที่มีประสิทธิภาพสูงสุด จำเป็นต้องมีอุปกรณ์ดังนี้ครับ

  • Apple TV 4K
  • ทีวี ที่รองรับความละเอียดมาตรฐาน 4K HDR / Dolby Vision
  • สาย HDMI ซึ่ง Apple แนะนำให้ใช้สาย HDMI ที่มีเครื่องหมาย Compatible Dolby Vision เพราะสายเหล่านี้ผ่านการทดสอบแล้วว่าใช้ได้กับ Apple TV 4K และทีวีรุ่นอื่นๆ อีกหลายรุ่น เช่น สาย Belkin Ultra High Speed HDMI
  • อินเทอร์เน็ต (ผ่านสายแลน หรือ ไวไฟ ก็ได้) ที่มีความเร็วในการดาวน์โหลดตั้งแต่ 25 Mpbs ขึ้นไป

ต้องเบรกกันตั้งแต่ตรงนี้ก่อนครับ ว่าผมแนะนำให้มีครบตามเช็กลิสต์ข้างต้น ก่อนตัดสินใจเลือก Apple TV 4K นะครับ เพราะ Apple TV 4K ไม่ได้ช่วยให้แสดงผล 4K HDR ได้บนทีวีที่รองรับความละเอียด Full HD 1080p อย่างแน่นอน รวมถึงหากอินเทอร์เน็ตค่อนข้างช้า ก็จะสตรีมคอนเทนต์ 4K ได้ลำบาก ทำให้ไม่ได้รับประสบการณ์ที่ดีในการรับชมแน่ๆ ครับ ดังนั้น รักจะมาทาง 4K HDR แล้ว เน็ตต้องเร็ว ทีวีต้องรองรับ สายต้องพร้อม นะครับผมมม

ขั้นตอนการติดตั้ง Apple TV 4K นี่ง่ายมากเลยครับ แค่เสียบไฟ เสียบสาย HDMI เข้ากับทีวี แล้วเปิดเครื่องเท่านั้น หากมี iPhone หรือ iPad รุ่นใหม่ๆ อยู่ใกล้ๆ สามารถกดเลือก Setup จากหน้าจอไอโฟนได้เลยโดยตรง ซึ่งเครื่องจะทำการล็อกอิน Apple ID ตั้งค่าไวไฟต่างๆ ให้เสร็จสรรพ สะดวกรวดเร็วกว่ารุ่นก่อนๆ ที่ต้องมานั่งใช้รีโมทจิ้มตัวอักษรทีละตัวบนหน้าจอเป็นอย่างมากครับ

รวมถึงการพิมพ์อีเมล, พิมพ์อักษรเพื่อเสิช หรือพิมพ์พาสเวิร์ดต่างๆ เราสามารถใช้แอพ Apple TV Remote บนไอโฟน ควบคุม และพิมพ์จากคีย์บอร์ดบนไอโฟนได้เลยนะครับ ไม่ต้องฝืนไปจิ้มทีละตัวบนหน้าจอ

หรือถ้าใครอยากใช้รีโมทสิริ ที่รองรับการสะกดด้วยเสียง ตัวนี้ต้องใช้ความคุ้นเคยนิดนึง ในการทดลองเลื่อน Touchpad ที่ติดมาบนรีโมท แต่พอใช้คล่องแล้วก็ควบคุมเมนูต่างๆ ได้แบบรวดเร็วมากครับ ใครที่สำเนียงภาษาอังกฤษใช้ได้หน่อย สามารถกดปุ่มไมค์ เพื่อสั่งงาน Apple TV สะกดตัวอักษรเพื่อค้นหาด้วยเสียงได้ด้วย (ปัจจุบันยังไม่รองรับการสั่งงานสิริบน Apple TV ของบัญชีไทย)

4K HDR มีอะไรให้ดูบ้าง?

อยากอัปเกรด Apple TV มาเป็นรุ่น 4K หรืออยากจะหาคอนเทนต์ 4K ดูให้คุ้มค่าทีวี 4K เสียหน่อย ก็ต้องมาดูกันก่อนครับ ว่าปัจจุบันมีคอนเทนต์ 4K อะไรที่รองรับกับ Apple TV 4K บ้าง

ปัจจุบัน Apple ได้แบ่งหมวดหมู่ของคอนเทนต์ที่รองรับ 4K ออกเป็น 2 อย่าง คือ คอนเทนต์ที่รองรับ 4K ทั่วไป (มีเยอะหน่อยอันนี้) กับคอนเทนต์ที่รองรับ 4K HDR (High Dynamic Range) / Dolby Vision อันนี้ก็จะมีน้อยลงมา เพราะต้องอาศัยการถ่ายทำในยุคใหม่พอสมควร สามารถดูลิสต์ของคอนเทนต์ได้ทั้งหมดที่ www.itunes.com/4khdr ซึ่งก็จัดได้ว่ามีให้เลือกมากพอสมควร ทั้งคอนเทนต์ที่มีภาษาไทยและคอนเทนต์ภาษาต่างประเทศ และมีให้เลือกทั้งแบบซื้อขาด และแบบเช่ามาดูชั่วคราวด้วย ราคาเริ่มต้นของคอนเทนต์ 4K แบบเช่าอยู่ที่ 129 บาทต่อเรื่อง หรือถ้าแบบซื้อ ก็ประมาณ 499 บาทต่อเรื่องครับ

ส่วนถ้าใครไม่ชอบซื้อคอนเทนต์หรือเช่าเป็นเรื่องๆ ก็ต้องชื่นชอบบริการสตรีมมิ่งแน่นอน ตอนนี้ Apple TV 4K รองรับบริการของ Netflix ซึ่งเป็นแอปให้เลือกติดตั้งได้บน Apple TV 4K เลย จะมีไอค่อนของแอปมาปรากฏอยู่ที่หน้าแรก จากนั้นสามารถล็อกอินด้วยแอคเคานต์ Netflix ของเรา เพื่อเข้าไปรับชมคอนเทนต์ต่อจากอุปกรณ์ตัวอื่นๆ ที่เรามี ไม่ว่าจะเป็นมือถือ แท็บเล็ต หรือคอมพิวเตอร์ได้แบบต่อเนื่องครับ ถ้าใครอยากจะรับชม Netflix ที่ความละเอียด 4K ก็ต้องเลือกสมัครสมาชิก Netflix แบบ Ultra HD ด้วยนะครับ ราคาต่อเดือนอยู่ที่ 420 บาท และมีคอนเทนต์ 4K ให้เลือกชมเยอะมากๆๆๆ ทั้งหนัง ซีรีส์ การ์ตูน ฯลฯ โดยเฉพาะคอนเทนต์ในกลุ่ม Netflix Original นี่รองรับ 4K แทบทุกตัวเลย

จากประสบการณ์การรับชมคอนเทนต์ที่ความละเอียด HD มายาวนาน พอขยับขึ้นมาดูแบบ 4K / 4K HDR / 4K Dolby Vision แล้วจะตื่นตาตื่นใจขึ้นมากเลยครับ โดยเฉพาะบนทีวีจอใหญ่ๆ (และไม่นั่งไกลเกินไป) เราจะเห็นรายละเอียดที่เราไม่เคยเห็น ความละเอียดของไรผม ลวดลายบนผ้า ความคมชัด เห็นช่วงสีที่กว้างกว่าที่ตาเราคุ้นชิน ผมลองดูหนังและซีรีส์หลายเรื่องที่เคยดูที่ความละเอียด Full HD มาก่อน เพื่อให้ตาเราได้เปรียบเทียบกันตรงๆ ก็พบว่าประสบการณ์โดยรวมดีขึ้นมากอยู่ครับ แต่อาจจะไม่ถึงกับขั้นที่เรากลับไปดูที่ความละเอียด HD ไม่ได้นะ มันไม่ได้เห็นผลเหมือนตอนที่ DVD มาแทน VCD ขนาดนั้น

ส่วนคอนเทนต์ไหน ไม่ได้มีความละเอียด 4K ให้เลือก ก็ไม่ต้องเสียใจไป เพราะ Apple TV 4K จะมีตัวช่วยปรับวิดีโอที่ความละเอียด HD ออกมาแสดงบนหน้าจอทีวีแบบ 4K ให้สวยงามมากขึ้นได้ด้วย ซึ่งอันนี้เท่าที่ผมลองดู แล้วแต่คอนเทนต์หลักอยู่พอสมควร บางคอนเทนต์ก็สวยสดใสขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด แต่บางคอนเทนต์ก็เห็นความแตกต่างน้อยมากครับ

นอกจากคอนเทนต์หนัง ซีรีส์ต่างๆ แล้ว จุดเด่นของ Apple TV อีกสองอย่าง คือ เราสามารถลงแอพได้นะครับ ซึ่งก็จะมีแอพที่พัฒนามาสำหรับ Apple TV โดยเฉพาะ เช่นพวกแอพออกกำลังกาย (เปิดจอใหญ่ๆ แล้วเราก็ทำตามนั่นแหละ) แอพเกม ที่สามารถเล่นบนทีวีจอใหญ่ได้ และรองรับอุปกรณ์เสริม พวกจอยสติ๊กสำหรับเล่นเกมโดยเฉพาะ รวมถึงแอพสำหรับเด็ก ที่เราสามารถเปิดให้ลูกๆ ดู รวมถึงสามารถ interact กับแอพได้เช่นกัน ซึ่งเราสามารถเลือกความจุของตัวเครื่อง Apple TV 4K ได้ตั้งแต่ตอนเลือกซื้อครับ มีรุ่นความจุ 32GB กับ 64GB ให้เลือก

อีกเรื่องก็คือ เราสามารถใช้ฟีเจอร์ AirPlay นำภาพจากหน้าจออุปกรณ์ Apple อื่นๆ เช่น iPhone, iPad, Mac ไปออกทีวีจอใหญ่ของเราได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียบสายใดๆ (ขอแค่อยู่บน network เดียวกันก็พอ) ซึ่งเหมาะมากในการสตรีมคอนเทนต์บางอย่างขึ้นจอทีวีแบบเร็วๆ ให้ทุกคนในบ้านได้ดูผ่านทีวีจอใหญ่ด้วยกัน หรือ เปิดอัลบั้มจากแอพ Photos มาดูด้วยกันทั้งครอบครัว เป็นต้น อันนี้ถือว่าดีงามมาก ความละเอียดสูง ภาพสวยมากครับ

สรุป

Apple TV 4K เป็น Apple TV ที่คนที่ใช้รุ่นก่อนหน้านี้ มีฟีเจอร์ที่อยากได้อย่างครบถ้วนครับ โดยเฉพาะความละเอียดแบบ 4K HDR ที่ไม่ใช่แค่กล่องทีวี แต่ Apple ได้อัปเดตคอนเทนต์หนังใน iTunes ให้รองรับความละเอียดนี้ในราคาที่ดีพอสมควร (คอนเทนต์เดิมที่เราเคยซื้อไว้แบบ HD จะถูกอัปเกรดเป็น 4K ด้วย หากคอนเทนต์นั้นรองรับ) และความเร็วของตัวเครื่องที่สูงขึ้น แม้จะเป็นคอนเทนต์ใหญ่ๆ ที่ความละเอียด 4K แต่ก็สามารถเริ่มสตรีมให้เราได้เกือบทันทีที่กดดู อันนี้ถือว่าได้ประสบการณ์โดยรวมที่ดีมากครับ

แม้ว่า Apple TV 4K ในไทย จะไม่สามารถใช้งานบางฟีเจอร์ที่เมืองนอกใช้ได้ เช่นการดูทีวีหรือคอนเทนต์กีฬาบางช่อง ที่เป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของแต่ละประเทศ ทำให้ Apple TV ในภูมิภาคเราไม่มีฟีเจอร์นี้ (ยึดตาม Apple ID ที่สมัครไว้ของแต่ละประเทศ) จะไม่มีแอพ “TV” ปรากฏอยู่บนตัวเครื่องไอโฟน, ไอแพด รวมถึงฟังก์ชั่นการสั่งงานด้วยเสียงผ่าน Siri Remote ของบ้านเรา ก็ยังไม่รองรับด้วย แต่โดยรวมก็ยังถือว่า Apple TV 4K นี้น่าใช้อยู่ดี (ถึงจะใช้ได้ไม่คุ้มเท่ากับ Apple TV ที่ต่างประเทศก็ตาม)

ราคาขายของ Apple TV 4K อย่างเป็นทางการในไทย มีสองรุ่นย่อย คือรุ่น 32GB ราคา 8,500 บาท และรุ่น 64GB ราคา 9,200 บาท สามารถสั่งซื้อได้ผ่านหน้าเว็บไซต์ของ www.apple.com/th รวมถึงซื้อผ่านตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการได้แล้วทั่วประเทศครับ

บทความโดย:
อู๋ spin9

The following two tabs change content below.

Comments