รู้จักกับ “BCI” เทรนด์เทคโนโลยีมาแรงในปี 2018

เปิดต้นปี 2018 มา ก็เป็นช่วงของงาน CES หรือ Consumer Electronics Show (ที่แม้ว่าปีหลังๆ จะเริ่มเปลี่ยนไปเป็น Cars and Electronics Show บ้างแล้วก็ตาม) ผมเดินทางไปสำรวจเทรนด์เทคโนโลยีในงาน CES ที่ลาสเวกัสมาครบ 4 วันเหมือนทุกปี และนี่คือสรุปเทรนด์ของปีนี้ เท่าที่ผมสามารถสัมผัสได้ครับ

ก่อนเริ่มงาน ถ้าจะให้เดาเทรนด์ของเทคโนโลยีปีนี้ หรือจะบวกลบสัก 2-3 ปี คนน่าจะยังพูดถึงคำว่า AI กันมากอยู่ แต่พอไปอยู่ในงานนี้จริงๆ เทรนด์ที่ชัดกว่า AI มาก คือการกลับมาพูดถึงศัพท์คำว่า “BCI” หรือ Brain-Computer Interface กันอย่างล้นหลาม เพราะแนวทางของการทำให้ AI ฉลาดขึ้น มีความคิดความอ่านทัดเทียมมนุษย์ได้มากขึ้น ล้วนแต่ต้องถอดรหัสจากความคิดของมนุษย์เราทั้งสิ้น จึงน่าสนใจว่า BCI ที่ไม่ใช่ศัพท์ใหม่ แต่กลับมาพูดถึงกันอย่างชัดเจนอีกครั้งในปี 2018 นี้ มันเกิดจากอะไรกันแน่

BCI คืออะไร?

BCI ย่อมาจาก Brain-Computer Interface หรือการติดต่อกันโดยตรงระหว่าง คลื่นสมองของเรา กับ เครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งบางสำนักอาจจะเรียกว่า BMI (Brain-Machine Interface) ก็ได้ ไม่ว่ากัน อย่างที่เราได้เห็นการใช้เครื่องอ่านคลื่นสมอง เพื่อไปควบคุมการทำงานของอะไรบางอย่าง เช่น การใช้ความคิด ควบคุมแขนกล หรืออย่างที่ BrainGate ฝังเครื่องอ่านคลื่นสมอง ให้กับผู้ป่วยที่ไม่สามารถขยับแขนขาด้วยตัวเองได้ และเครื่องนี้ก็จะคาดเดาสิ่งที่ผู้ป่วยคิดจะทำ เพื่อแปลงออกมาเป็นปฏิกริยาจริงๆ ราวกับที่เราใช้สมองเราสั่งให้แขนหรือนิ้วมือของเราขยับได้นั่นเอง

แต่มันก็มีข้อจำกัดของมันอยู่

ข้อจำกัดของเทคโนโลยีนี้ เท่าที่มนุษย์สามารถค้นพบ คือสมองของเราซับซ้อนมากครับ ประกอบไปด้วยนิวรอนหรือเซลล์ประสาทประมาณ 85,000 ล้านตัว และนิวรอนแต่ละตัวมีการเชื่อมต่อไปยังนิวรอนตัวอื่นๆ ประมาณ 10,000 การเชื่อมต่อ (คิดดูว่ามันจะยุ่งเหยิงขนาดไหน) แต่การอ่านคลื่นสมองของเครื่องมือที่มนุษย์คิดค้นได้ตอนนี้ ยังทำได้ในระดับผิวๆ เท่านั้น และหากต้องทำโดยไม่เปิดกะโหลก ก็ยิ่งทำให้ค่าของคลื่นไฟฟ้าที่อ่านได้ ผิดเพี้ยนไปมากพอสมควร เพราะต้องวัดค่าผ่านชั้นของหนังศีรษะลงไป จึงจะเหลือแต่ค่าของคลื่นไฟฟ้าที่มีพลังอันแข็งแกร่งหรือมีค่าที่ค่อนข้าง unique เท่านั้น เช่น เมื่อสมองเราตัดสินใจจะทำะไรบางอย่างที่ชัดเจนขึ้นมา เป็นต้น

แต่นั่นก็มากเพียงพอแล้ว ที่เราจะเอาค่าต่างๆ ของคลื่นสมองเราที่เครื่องจับได้ (โดยไม่ต้องเปิดกะโหลก) มาใช้ในการพัฒนาอุปกรณ์ต่างๆ ให้ฉลาดมากขึ้น และเข้าใจรูปแบบที่มนุษย์เราคิดมากขึ้นครับ มีตัวเลขบ่งบอกว่า ตั้งแต่ที่เราเริ่มจับคลื่นสมองกันมาตั้งแต่ปี 1950 เนี่ย เรามีความก้าวหน้าในการจับค่าของนิวรอนได้มากขึ้น 2 เท่าในทุกๆ 7 ปี ที่ถึงแม้ว่าจะยังห่างไกลจากความก้าวหน้าทางด้านพลังคอมพิวเตอร์ที่เราทำได้เร็วขึ้น 2 เท่าในทุกๆ 2 ปี (Moore’s Law) อยู่มากก็ตาม

BCI และ AI เกี่ยวอะไรกัน?

การทำงานของสมองเรา หรือที่มันสะท้อนออกมาเป็นคลื่นสมองของเรา มันเป็นตัวบ่งบอกรูปแบบการคิด การตัดสินใจของมนุษย์นี่แหละครับ เพียงแต่ว่า เรายังไม่มีอุปกรณ์ที่สามารถแปลงค่าต่างๆ ที่ซับซ้อนในสมองของเรา ออกมาอยู่ในรูปแบบที่เราสามารถอ่านได้อย่างชัดเจน ดังนั้น ไอ้สิ่งที่เราเรียกกันว่า AI หรือ “ปัญญาประดิษฐ์” ที่มีกันมาถึงทุกวันนี้โดยส่วนมากเนี่ย มันยังไม่ได้เป็นสิ่งที่สะท้อนรูปแบบการคิดหรือรูปแบบการตัดสินใจที่แท้จริงจากสมองของเรานะครับ แต่มันเป็นการจำลองเงื่อนไข ว่าถ้าหากเกิดสิ่งนี้ ให้ทำแบบนี้ และเรียนรู้จากรูปแบบ เพื่อทำซ้ำ หรือทำใหนสื่งที่แตกต่างไปในครั้งถัดๆ ไปเท่านั้น

ดังนั้น ถ้าลองคิดตามว่า เราเอา AI มาจับกิจกรรมของคลื่นสมองโดยตรง และให้มนุษย์เป็นคนคอยบอกว่า สิ่งที่ตรวจจับออกมาได้นั้น มันใช่สิ่งที่เรากำลังคิดจะทำอยู่หรือไม่ ก็จะทำให้ AI นั้น เก่งขึ้นในรูปแบบเดียวกับที่มนุษย์คิดเลยนะครับ เช่น ใน CES 2018 ปีนี้ มีการเปิดตัวเทคโนโลยีที่เรียกว่า Brain to Vehicle (B2V) ของค่ายรถนิสสัน ใช้เทคนิคเดียวกันนี้แหละ มาตรวจจับคลื่นสมองของเรา และให้รถยนต์เดาสิ่งที่เรากำลังจะทำ หากมันตรวจจับได้ว่าเรากำลังจะหักพวงมาลัยเลี้ยวซ้าย ระบบก็จะหักพวงมาลัยเลี้ยวซ้ายให้เราก่อนที่มือของเราจะขยับพวงมาลัยประมาณเสี้ยววินาทีครับ โดยการที่ระบบจะทำแบบนี้ได้ ต้องผ่านการพิสูจน์จากเรามาหลายต่อหลายครั้งแล้ว ว่าคลื่นไฟฟ้าจากสมองในรูปแบบนี้ แปลว่าเรากำลังจะทำอะไร และผ่านการบอกว่าสิ่งที่ AI คาดเดานั้น มันถูกหรือมันผิด จากในห้องทดสอบมาจนเป็นที่แน่ใจแล้ว

หรืออย่างฟิลิปส์ ทำสายรัดศีรษะตรวจจับคลื่นสมองขณะที่เรากำลังนอนหลับ โดยจะหารูปแบบของคลื่นไฟฟ้าในสมองขณะที่เรากำลังเข้าสู่สภาวะนอนหลับลึก (deep sleep) และทำการจำลองคลื่นในช่วงนั้น ซึ่งเป็นคลื่น slow waves ปล่อยออกมาเพื่อยืดระยะเวลาที่เราสามารถนอนหลับลึกได้ โดยไม่ต้องเพิ่มระยะเวลาในการนอนหลับโดยรวม ส่งผลให้ระหว่างวันเราเหนื่อยน้อยลง ก็ถือว่าเป็นการประยุกต์เอาคลื่นสมอง มาใช้ควบคุมอุปกรณ์ได้ในรูปแบบที่น่าสนใจอีกรูปแบบนึง

Elon Musk เจ้าของ Tesla และ SpaceX ก็มองเห็นเทรนด์นี้เช่นเดียวกัน และได้ร่วมกับเพื่อนอีก 8 คน ก่อตั้งบริษัท (ที่ตอนนี้ยังไม่ค่อยมีคนรู้จักมากนัก)​ ที่ชื่อว่า Neuralink ขึ้นในปี 2016 เพื่อโฟกัสกับการพัฒนา BCI โดยเฉพาะ ตั้งเป้าจะทำการปลูกฝังชิปในสมอง เพื่อให้สมองมนุษย์สามารถสื่อสารกับคอมพิวเตอร์ได้โดยตรง แต่จะเริ่มใช้กับผู้ป่วยและทางการแพทย์ก่อน คาดว่าจะสามารถปลูกฝังอุปกรณ์ BCI ลงสมองผู้ป่วยได้ในปี 2021 และอุปกรณ์สำหรับบุคคลทั่วไป จะตามมาในอีก 8-10 ปีให้หลังจากนั้น

ณ วันนี้ บริษัท Neuralink ของ Elon Musk ไม่ได้บอกชัดเจน ว่าบริษัทกำลังพัฒนาอุปกรณ์อะไรกันแน่ แต่ Elon เองได้เคยให้สัมภาษณ์กับ Tim Urban เพื่อเขียนลงเว็บไซต์ Wait but Why เอาไว้ ว่า Elon มองว่า มนุษย์เราต้องการวิธีที่จะสื่อสารกับมนุษย์ด้วยกัน รวมถึงสื่อสารกับเครื่องคอมพิวเตอร์ ที่เร็วกว่าในปัจจุบัน และวิธีที่จะเป็นไปได้ คือการใช้อินเทอร์เฟซของสมอง หรือ BCI นี่แหละครับ เช่นการถ่ายทอดข้อมูลมหาศาลจากคนหนึ่งไปอีกคนหนึ่งได้อย่างรวดเร็ว หรือถ่ายทอดข้อมูลจากสมองของเรา ไปเก็บเป็นข้อมูลในระบบคลาวด์ได้อย่างรวดเร็วแบบไม่ต้องมานั่งพิมพ์ทีละตัวอักษร หรือพูดทีละประโยค … ซึ่งถ้าทำได้จริงนี่จะช่วยแก้ปัญหาได้หลายอย่างเลยนะครับ และก็มีแนวโน้มว่าในอนาคตจะทำได้แบบนั้นเสียด้วย

Facebook ของ Mark Zuckerberg ก็ได้ประกาศในงาน f8 ประจำปี 2017 ที่ผ่านมา ว่า Facebook ได้ทุ่มวิศวกรและนักวิจัยกว่า 60 คน ค้นคว้าในเรื่องของ BCI โดยเฉพาะ เพื่อหาวิธีสื่อสารโดยไม่ต้องใช้มือพิมพ์ แต่อ่านจากสมองออกมาด้วยอัตราความเร็ว 100 คำต่อนาที (Brain-Typing) ซึ่งมีความเร็วสูงกว่าการพิมพ์จากมือถือถึง 5 เท่าตัว

พูดถึง Facebook กับเรื่องนี้ ก็ต้องพูดถึง Dr. Mary Lou Jepsen อดีตผู้บริหาร Facebook ที่ออกมาก่อตั้งโปรเจค Openwater ค้นคว้าหาวิธีและเครื่องมือที่เราจะสามารถ “อ่าน และ เขียน” ข้อมูลในสมองได้ โดยอาจมาให้รูปแบบเดียวกับที่เครื่อง MRI (Magnetic Resonance Imaging) สามารถทำได้ในปัจจุบัน แต่จะมีความละเอียดและความแม่นยำที่สูงกว่านั้น รวมถึงจะสามารถพกพาได้ ซึ่งทุกตัวอย่างที่ว่ามานี้ ต่างมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือการค้นหารูปแบบที่มนุษย์คิดในสมอง ออกมาสื่อสารเป็นข้อมูลหรือเป็นคำสั่งเพื่อควบคุมอะไรบางอย่างต่อไปตามแต่ความต้องการและความเป็นไปได้ที่มีอยู่อย่างมหาศาลบนโลกใบนี้

ถึงแม้ว่าวันนี้ เราอาจจะยังไม่ได้เห็นอุปกรณ์ หรือ ผลิตภัณฑ์อะไรที่ใช้ประโยชน์จาก BCI อย่างเต็มที่มาให้เราได้สัมผัส หรือเป็นเจ้าของกัน รวมถึงเราอาจจะยังนึกว่า การที่เราต้องใส่อุปกรณ์ครอบศีรษะ เพื่ออ่านคลื่นสมองของเราในการที่อุปกรณ์ชิ้นนั้นจะสามารถทำอะไรได้สักอย่าง มันเป็นเรื่องที่บ้าเกินไป และไม่มีใครอยากจะใช้งานมันหรอก (เหมือนกับแว่น VR ไง ที่ถึงวันนี้ก็ยังไม่ได้แจ้งเกิดอย่างที่มันควรจะเป็นสักที ก็ใครจะอยากเอาอุปกรณ์หนักๆ มาครอบหัวไว้ตลอดเวลากันล่ะ?) แต่อย่างน้อย ผมว่าเราเห็นทิศทางที่ชัดเจนพอสมควร ว่าความพยายามในการทำให้คอมพิวเตอร์ “คิด”​และ “ตัดสินใจ”​ ในรูปแบบเดียวกับที่สมองของเราคิดและตัดสินใจนั้น มันกำลังมีความก้าวหน้ามากขึ้น ผมอยากให้นึกถึงรถยนต์ขับเคลื่อนอัจโนมัติ ว่าถ้ามันสามารถคิดและตัดสินใจในรูปแบบเดียวกับที่เราทำได้ในตอนนี้ มันก็จะสามารถขับขี่ปะปนอยู่กับรถคันอื่นๆ ที่มนุษย์เป็นผู้ควบคุมได้ สามารถให้ทาง เปลี่ยนเลน หรือใช้ทางร่วมทางแยกกับเราได้แบบไม่ติดขัด ซึ่งจะแตกต่างจากการเขียนโปรแกรมด้วยเงื่อนไข เพราะการตัดสินใจของมนุษย์ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขบางอย่างที่เป็นแพทเทิร์น แต่มีความซับซ้อนจากปัจจัยและสถานการณ์ที่แตกต่างกันไป และนี่คือจุดเริ่มต้น ที่จะทำให้ AI เป็นไปในทิศทางที่เหมือนกับสมองของมนุษย์นั่นเอง

ดังนั้น เทรนด์ของเทคโนโลยีในปี 2018 นี้ จึงไม่ใช่เรื่องของ AI จะทำอะไรได้บ้าง แต่เป็นเรื่องของ ทำอย่างไรให้ AI มีรูปแบบการคิดและตัดสินใจได้เหมือนกับมนุษย์มากกว่าครับ

บทความโดย:
อู๋ spin9

สรุปเทรนด์เทคโนโลยีประจำปี จากงาน CES 2018

มาแล้วครับ สรุปเทรนด์เทคโนโลยีประจำปี 2018 จากงาน CES ที่ลาสเวกัส ปีนี้มีความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจอย่างมาก คือแนวทางในการทำให้ AI เก่งขึ้น ด้วยการฝึกฝนให้ AI คิดและตัดสินใจได้ใกล้เคียงกับมนุษย์มากที่สุด และหลากหลายบริษัท เลือกใช้การอ่านคลื่นสมองของมนุษย์ มาเป็นตัวฝึกฝน AI ครับนอกจากนี้ ยังมีเทรนด์ของผู้ช่วยส่วนตัวที่สั่งงานด้วยเสียง, อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ภายในบ้าน และ Smart City เป็นหัวข้อที่น่าจับตามองในปีนี้ด้วยครับผมสรุปมาให้ชมแล้วในคลิปนี้

spin9.me 发布于 2018年1月15日

The following two tabs change content below.

Comments