รีวิว Emirates First Class Suites ห้องส่วนตัวสุดหรูบนเครื่องบิน

รีวิววันนี้ ผมพาไปขึ้น First Class ของ Emirates สายการบินสุดหรูแห่งทวีปตะวันออกกลางครับ ที่ขึ้นชื่ออย่างมากในเรื่องของความหรูหราแบบอาหรับ และได้ยึดครองพื้นที่บนน่านฟ้าทั่วโลกด้วยฝูงบินกว่า 200 ลำ ทั้ง Airbus A380 และ Boeing 777-300ER ที่มีพิสัยการบินระยะไกล ครอบคลุมหลายเส้นทางให้ผู้โดยสารมาเปลี่ยนเครื่องที่มหานครดูไบนั่นเอง

Disclosure: บทความนี้ เขียนจากประสบการณ์ตรงของผู้เขียน และไม่ได้รับการสนับสนุนใดๆ จากสายการบินหรือตัวแทนที่เกี่ยวข้อง

สายการบิน Emirates นับว่าเป็นสายการบินยักษ์ใหญ่สายหนึ่งของโลก ที่ตอนนี้เน้นการขยายเส้นทางไปยังเมืองใหญ่ๆ ด้วยความถี่ในการบินที่สูงขึ้นครับ เพิ่มตัวเลือกในการเดินทางโดยต้องมาเปลี่ยนเครื่องที่สนามบินดูไบ (DXB) แบบที่ไม่ต้องรอเปลี่ยนเครื่องนาน และมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน พร้อมกับทำชั้นโดยสารพรีเมียม ทั้ง Business Class และ First Class ให้หรูหราสมกับความเว่อวังสไตล์ตะวันออกกลาง รวมถึงเป็นหนึ่งในสายการบินที่มียอดสั่งซื้อเครื่องบินรุ่นใหม่ในจำนวนมหาศาลอยู่เป็นประจำ

ฝูงบินปัจจุบันของ Emirates มีเครื่องบินเพียงแค่ 2 รุ่นเท่านั้นครับ นั่นคือ Airbus A380-800 และ Boeing 777-300ER แถมยังเป็นสายการบินที่ให้บริการด้วยเครื่องบินทั้งสองรุ่นที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วย ส่วนฝูงบินในอนาคต Emirates ยังมีแพลนที่จะรับมอบ Airbus A380 เพิ่มเติมมาอีก และมีการสั่งซื้อ Boeing 777-8 และ 777-9 รุ่นใหม่อีกนับร้อยลำ ที่จะเริ่มรับมอบเข้ามาประจำฝูงบินตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นไป

รีวิววันนี้ ผมจะพาไปขึ้น First Class ของเครื่องบินทั้ง 2 รุ่นที่มีอยู่ของ Emirates เลยครับ

Flight: EK99

Route: DXB-FCO
Date: 6 Oct 2017
Departure Time: 03:20
Arrival Time: 07:25
Duration: 6 hr 5 mins
Seat: 1A
Class: First Class
Aircraft: Boeing 777-300ER

ไฟลต์แรกที่ผมจะพาไปขึ้นวันนี้ เป็น First Class บน Boeing 777-300ER ก่อนครับ ซึ่งทาง Emirates ได้ทำที่นั่งแบบเดียวกันกับ Airbus A380 นี่แหละ คือเป็น First Class Private Suite เป็นห้องของตัวเอง มีประตูที่สามารถปิดได้เพื่อความเป็นส่วนตัว แถมไฟลต์นี้ ผมเป็นผู้โดยสารคนเดียวของชั้น First Class บนเครื่องบินลำนี้อีกด้วย เรียกได้ว่า เหมาทั้งเคบินเป็นของตัวเองเลยล่ะครับ

Emirates Chauffeur

ก่อนที่จะไปขึ้นเครื่องกัน ต้องเล่าย้อนมาถึงไทยก่อนครับ ว่าการเดินทางด้วยชั้นโดยสารพรีเมียมของ Emirates (Business และ First) จะมีบริการรถรับส่งฟรีมาให้ด้วย ซึ่งรถนี่จะมารับถึงหน้าบ้านเราเลย สามารถเลือกเวลาก่อนเดินทางได้ตามใจชอบ อย่างกรณีนี้ผมเลือกที่จะให้รถมารับก่อนออกเดินทาง 3 ชั่วโมงครึ่ง จองล่วงหน้าได้ผ่านเว็บ หรือโทรเข้าคอลเซ็นเตอร์ก็ได้ เมื่อถึงเวลา ก็จะมีรถมารอหน้าบ้านเลยครับ รอบนี้เป็น Mercedes-Benz E-Class พร้อมคนขับที่สุภาพมากๆ

หรืออย่างตอนที่ถึงจุดหมายแล้ว ก็จะเป็นบริการ Emirates Chauffeur ของประเทศนั้นๆ เช่นที่ Rome รถที่มารับจากโรงแรมไปสนามบิน ก็เป็น S-Class เลยทีเดียว ทุกอย่างฟรีครับ แต่ต้องจองล่วงหน้าก่อนเดินทางเท่านั้นเอง

Emirates First Class Lounge, Dubai International Airport

เนื่องจากเครื่องบินที่ผมเดินทางออกจากกรุงเทพฯ มาดูไบ ไม่มีชั้นโดยสาร First Class นะครับ เลยขอข้ามมาชมประสบการณ์ที่ First Class Lounge ของสนามบินนานาชาติดูไบ (DXB) สนามบินที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสนามบินที่รองรับจำนวนผู้โดยสารมากที่สุดในโลกในปัจจุบัน และเป็นบ้านเกิดของสายการบิน Emirates ที่แน่นอนครับ ว่าต้องจัดเต็มให้กับ Lounge ของเขาอยู่แล้ว

เลานจ์ First Class ของ Emirates ที่สนามบินแห่งนี้ เรียกว่า “เหมาทั้งชั้น” ของเทอร์มินัลเลยล่ะครับ ใหญ่โตโอ่อ่ามากๆ และด้วยความที่เป็นเลานจ์ First Class ก็เลยมีจำนวนผู้โดยสารไม่มากนัก พื้นที่ส่วนมากจะเป็นพื้นที่โล่งๆ สบายๆ ให้ความเป็นส่วนตัวได้ทุกมุมที่จะไปใช้บริการ

ผมมาที่โซนของกินก่อนเลย ที่นี่จัดส่วนนึงให้เป็นโซนทานอาหาร จัดเป็นโต๊ะไว้อย่างดีเหมือนกับร้านอาหาร (ที่ไม่เก็บเงิน) มีพนักงานพาไปที่นั่ง และนำเมนูมาให้สั่ง แตกต่างจากส่วนของ Business Class ที่จะเป็นไลน์บุฟเฟ่ต์ให้ตักเท่านั้น เมนูแต่ละอย่างที่น่ากินใช้ได้เลยครับ

ผมเลือกรับซาชิมิรวมจากบาร์ญี่ปุ่น ซุป และสเต๊กเนื้อมาก่อนเลย แถมยังมีตัวเลือกของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อีกค่อนข้างหลากหลาย

พื้นที่ส่วนนั่งเล่นของเลานจ์นี้ก็โดดเด่นด้วยขนาดโซฟาที่ใหญ่มาก และมีมุมที่ให้ความเป็นส่วนตัวอย่างมากครับ นอกจากนี้ ยังมีมุมเล่นเกม ทั้งของเด็ก และตู้เกมของผู้ใหญ่ให้ได้ประลองฝีมือกันอีกด้วย ถือว่าเจ๋งมากจริงๆ

ห้องอาบน้ำ มีให้บริการอย่างเพียงพอ ชนิดที่ไม่ต้องรอคิวเช่นกัน แต่ผมว่าห้องอาบน้ำของ Emirates ถือว่าเฉยๆ ไม่โดดเด่นสมกับเป็น First Class สักเท่าไหร่ มีเพียงแค่ห้อง shower แยกออกมาแคบๆ เท่านั้น ไม่มีส้วมอยู่ภายใน แตกต่างจากเลานจ์ของ ANA หรือ EVA ที่ให้เป็นห้องน้ำส่วนตัวที่กว้างกว่านี้มาก

ในเลานจ์นี้ ยังมีบริการนวด Timeless Spa ที่มีโปรแกรมให้กับผู้โดยสาร Emirates First Class ฟรี 15 นาทีครับ ถ้าต้องการจะรับบริการนานกว่านั้น ก็ต้องจ่ายเพิ่มตามโปรแกรมต่างๆ ที่เห็นอยู่ในเมนูนี้ ผมว่างกไปนิดนึงนะ 15 นาทีเอง (การบินไทยของเราให้บริการผู้โดยสาร Royal First Class นวดฟรี 60 นาทีครับ)

อีกหนึ่งความดีงามของ Lounge ที่สนามบินดูไบแห่งนี้คือ เราสามารถเดินไปที่เกตจากเลานจ์นี้ได้เลย (เพราะเลานจ์มันยาวคลุมพื้นที่เกือบทั้งชั้น) โดยไม่ต้องลงไปที่ชั้น boarding ปกติก่อน อำนวยความสะดวกให้กับผู้โดยสารใน Lounge ได้มาก และสามารถใช้เวลาใน Lounge ได้มากขึ้นครับ

On-board

Emirates First Class Boeing 777-300ER ภาพ: seatguru.com

เอาล่ะครับ ได้เวลาขึ้นเครื่องมาดูชั้นโดยสาร First Class บน Boeing 777-300ER กันแล้ว การจัดเรียงที่นั่ง First Class ของ Emirates บนเครื่องบินไทป์นี้ มีทั้งหมด 8 ที่นั่ง เรียงแบบ 1-2-1 จำนวน 2 แถว และแต่ละที่นั่งก็จะเป็นประตู Suite กั้นเป็นห้องของตัวเอง ผมได้ที่นั่ง 1A แถวหน้าสุด ฝั่งซ้ายริมหน้าต่างครับ

เคบินตกแต่งด้วยลายไม้เงาๆ (ที่ทำมาจากพลาสติก) และใช้โทนสีอ่อนมาตัดสลับ ไม่มีช่องเก็บกระเป๋าเหนือศีรษะ ทำให้รู้สึกกว้างขวางมากขึ้น พนักงานต้อนรับแจ้งว่า ผมเป็นผู้โดยสาร First เพียงคนเดียวของไฟลต์นี้ และแนะนำให้ผมเอากระเป๋าไปวางบริเวณที่นั่งตัวอื่น เพื่อเพิ่มพื้นที่ให้กับที่นั่งของตัวเอง จะได้โล่งๆ สบายๆ มากขึ้น

ที่นั่ง First Class บน Boeing 777-300ER กว้าง 20.5 นิ้ว ใช้เบาะสีเทา โดยแต่ละที่นั่งจะมีหมอนขนาดใหญ่พอสมควรวางไว้ให้ ส่วนด้านหลัง seat ก็จะมีฟูกปูนอน กับผ้าห่มม้วนวางไว้

ด้านหน้า เป็นตำแหน่งของหน้าจอความบันเทิง และมีโต๊ะเล็กๆ ที่มีกระจกพร้อมไฟแต่งหน้ามาให้ ทุกที่นั่งจะมีตะกร้าขนมวางเตรียมเอาไว้ มาถึงที่นั่งก็แกะทานได้เลย

บริเวณกระจกแต่งหน้า จะมีชุด beauty kit มาให้ด้วยนะครับ เป็นพวกครีมบำรุงต่างๆ สำหรับหน้าและมือ ชุดนี้ถ้าไม่ใช้ก็เก็บกลับบ้านได้ด้วย

ลิ้นชักเล็กๆ ด้านหน้า ดึงออกมาจะเจอกับ Writing Kit ชุดกระดาษกับปากกาครับ อันนี้แปลกดี และไม่มีบนสายการบินอื่นๆ

หูฟังที่ให้มา เป็นหูฟังแบบ noise cancellation คุณภาพเสียงโอเคเลยทีเดียว

ด้านข้าง เป็นตำแหน่งของบาร์เครื่องดื่มส่วนตัวครับ ในแต่ละช่องจะมีเครื่องดื่มประเภทต่างๆ เช่น น้ำเปล่า น้ำอัดลม น้ำผลไม้ ที่ให้เราหยิบได้ทุกเวลา หมดก็ขอเพิ่มได้

หันมาดูข้างที่นั่งบ้าง ตรงนี้จะเป็นช่องเก็บของ สะดวกดีครับ ใส่พวกมือถือ หรือของเล็กๆ น้อยๆ ไม่ให้กลิ้งไปมาระหว่างไฟลต์ และหยิบใช้งานได้สะดวกมาก ส่วนที่วางแขนทั้งสองข้าง สามารถเปิดขึ้นมาได้ ด้านนึงเป็นรีโมตควบคุมความบันเทิง ส่วนอีกด้านจะเป็นตำแหน่งของเสื้อชูชีพที่ใช้ในเวลาฉุกเฉิน

ถัดมาจะเป็นตำแหน่งของแท็บเล็ตขนาดเล็ก สำหรับปรับที่นั่งอย่างละเอียด, ควบคุมการทำงานของหลอดไฟตำแหน่งต่างๆ ใน Suite ที่มีหลายตำแหน่งมากๆ, ดูรายละเอียดของหน้าจอความบันเทิง ฯลฯ สามารถควบคุมผ่านแท็บเล็ตตัวนี้ได้ ที่ฐานสามารถกดเพื่อถอดแท็บเล็ตออกมาจากแท่น เพื่อมาถือใช้งานได้ด้วยครับ ส่วนปุ่มที่อยู่ด้านล่างของที่วางแท็บเล็ต เป็นปุ่มเปิดปิดหน้าต่าง ที่ควบคุมด้วยระบบไฟฟ้าทั้งหมด จะเลือกเปิดทีละบาน หรือกดทีเดียวเปิดปิดทุกบานเลยก็ได้เหมือนกัน ไม่ต้องลุกไปไล่ปิดทีละหน้าต่างเหมือนกับสายการบินอื่นๆ อันนี้ถือว่าสะดวกมากครับ และยังมีที่เปิดปิดไฟใน Suite ได้แบบรวดเร็วอีกด้วย

ปุ่มที่ปลายที่วางแขน ฝั่งติดกับประตู จะเป็นปุ่มสำหรับปรับที่นั่งแบบเร็ว และปุ่มเปิด/ปิดประตูครับ

เล่นกับที่นั่งได้ไม่นาน พนักงานต้อนรับเดินมาเสิร์ฟ welcome drink ซึ่งผมเลือกรับเป็นแชมเปญเช่นเคย Emirates เสิร์ฟ Dom Pérignon 2006 บน First Class

ถัดมา พนักงานต้อนรับก็นำกระเป๋าชุด amenity kit มาให้ ซึ่งทาง Emirates จะแบ่งชุด amenity kit เป็นของผู้ชายและผู้หญิงนะครับ (ของข้างในไม่เหมือนกัน) และใช้ผลิตภัณฑ์ skincare ของ Bulgari ทั้งหมด กระเป๋าอาจจะดูไม่สวยงามเท่ากับพวกที่ใช้ของ Rimowa แต่ของข้างในที่ให้มานี่ของดีจริงๆ ครับ

เนื่องจากไฟลต์นี้เป็นไฟลต์ข้ามคืน พนักงานจึงเดินมาถามไซส์ชุดนอน ที่มีมาให้แบบครบชุดเลย ชุดนอน รองเท้าแตะ ผ้าปิดตา ที่อุดหู มาเป็นแพ็กใหญ่โต ใช้บนเครื่องแล้ว ก็ให้เอากลับบ้านได้ทั้งเซ็ตเลยครับ

ยังไม่พอครับ พนักงานเดินกลับมาอีกรอบ เพื่อนำเมนูอาหาร และเครื่องดื่มบนไฟลต์นี้มาให้ โดยวิธีการเสิร์ฟของ Emirates คือ เราสามารถเลือกรับอะไรก็ได้ ตอนไหนก็ได้ของไฟลต์ เพียงแค่แจ้งพนักงานไว้ครับ ไม่ได้มีเวลากำหนดในการเสิร์ฟเป็นมื้อ เช่น ผมอยากรับบางเมนูทันทีที่เครื่องขึ้น ก็สั่งไว้ได้เลย จะเป็นเมนูไหนก็ได้ในเล่มนี้ เรียกว่าจะเอา breakfast มาเสิร์ฟก่อนนอนก็ได้ ไม่ได้มีอะไรกำหนดไว้ทั้งนั้น และจะสั่งเยอะแค่ไหนก็ได้ ตามใจผู้โดยสารอย่างเดียวเลยครับ

พื้นที่วางขาด้านหน้า โล่งสุดๆ ครับ มีพื้นที่เหลือให้เหยียดขาได้อย่างเต็มที่จริงๆ (แต่ถ้าใครมีกระเป๋าสัมภาระมาด้วย ก็จะต้องวางตรงนี้แหละครับ

เครื่องขึ้นแล้วครับ หลังจากเครื่องขึ้น พนักงานจะเอาผลอินทผลัม (date) ซึ่งเป็นขนมพื้นเมืองของอาหรับมาเสิร์ฟให้ มีหลายรสให้เลือก และจะมาพร้อมกับกาแฟ Arabic coffee ที่มีลักษณะของกาอันเป็นเอกลักษณ์

In-flight Cuisine

เริ่มเสิร์ฟกันด้วยคาเวียร์ก่อนครับ คาเวียร์บน Emirates นี่จะมาพร้อมกับขนมปัง blini นุ่มๆ และเครื่องเคียงครับ ผมเลือกรับมาพร้อมกับว็อดก้าช็อต เริ่มการเดินทางที่พร้อมจะนอนพักผ่อนได้ดีเลย

ถัดมา เป็นซุปสไตล์อิตาเลี่ยน จานนี้เฉยๆ ครับ ไม่โดดเด่นอะไรเลย

จานเมนคอร์ส ผมเลือกรับเป็นเนื้อ beef cheek นุ่มอร่อยใช้ได้เลยครับ แต่ก็แอบคาดหวังให้ดีกว่านี้อยู่เหมือนกัน

สำหรับไฟลต์ Emirates First Class บางเส้นทาง จะมีแชมเปญ Dom Pérignon Rose 2005 มาให้เลือกเพิ่มเติมด้วย ผมเลือกรับเพิ่มมา พนักงานเอาขวดใหม่มาเปิดให้แบบไม่ลังเล ขวดนี้ดีงามมากๆ ครับ

Lavatory

ห้องน้ำของ Boeing 777-300ER ขนาดเล็กๆ แคบๆ เหมือนกับห้องน้ำทั่วๆ ไปบนเครื่องบินนี่แหละครับ แต่ก็มีสิ่งอำนวยความสะดวกมาให้ครบถ้วน ส่วนใครอยากได้ห้องน้ำแบบอลังการ เดี๋ยวรอชมห้องน้ำที่สามารถอาบน้ำได้บนเครื่องบิน บน Airbus A380 ด้านล่างของรีวิวนี้ต่อเลย

Private Suite

เดินกลับมาจากห้องน้ำ เห็นพนักงานกำลังปูเตียงให้พอดีครับ กดที่นั่งเอนจนราบ 180 องศา แล้วจะมีฟูกสำหรับปูนอนรองก่อนชั้นนึง พร้อมผ้าห่มนวมความหนาพอดิบพอดี นอนสบายมากๆ และกว้างมากๆ

ประตูห้อง Suite สามารถปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้าครับ พอปิดสนิทแล้ว เรียกว่าเป็นห้องส่วนตัวเลย ไม่มีใครมารบกวนจนกว่าจะกดเรียก หลับสบายแน่นอน ดีงามแบบสุดๆ ครับ

Free Unlimited WiFi On-board 

ตอนนี้ทุกเที่ยวบินของ Emirates ที่มีไวไฟ เปิดให้สมาชิก Skywards (สมาชิกสะสมไมล์ของ Emirates) ล็อกอินและใช้ไวไฟได้ฟรีแบบไม่จำกัดแล้วนะครับ ไม่ต้องจ่ายเงินอะไรเลย แค่ล็อกอินง่ายๆ ผ่านหน้าเว็บเท่านั้น และความเร็วก็ใช้ได้ดีเลยด้วย แชต อัปรูป เล่น Facebook ตอบอีเมล สบายๆ ครับ ยกเว้นคอนเทนต์วิดีโอ อาจจะเร็วไม่พอที่จะโหลดมารับชมเท่านั้น

Breakfast

หลับไปสักพักใหญ่ ก่อนเครื่องลงจอดก็ถึงคิวของอาหารเช้าครับ ผมเลือกรับมาหลายอย่างเลย

สมูตตี้ น้ำส้มคั้นสด คอนเฟล็กซ์ ผลไม้สด พร้อมโยเกิร์ต และตะกร้าขนมปัง ถูกนำมาเสิร์ฟก่อนเป็นอันดับแรก เต็มโต๊ะกันไปครับ

ตามมาด้วยเมนู Egg Royale ที่คล้ายกับ Egg Benedict แต่น่าเสียดายที่ทำออกมาสุกเกินไป คล้ายไข่ต้มมากกว่า จานนี้ไม่ผ่านครับ


ผ่านพ้นไป 1 ไฟลต์ กับ Boeing 777-300ER นะครับ ต่อไปเรามาดู First Class Suite บน Airbus A380 ของ Emirates กันบ้าง ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งใน First Class product ที่ดีที่สุดในโลกตอนนี้ พร้อมกับห้องอาบน้ำบนเครื่องบินด้วย จะเจ๋งขนาดไหน ตามผมมาชมกันต่อเลยครับ

Flight: EK374

Route: DXB-BKK
Date: 13 Oct 2017
Departure Time: 22:30
Arrival Time: 08:00 (+1)
Duration: 6 hr 30 mins
Seat: 1F
Class: First Class
Aircraft: Airbus A380-800
Registration: A6-EOD

ไฟลต์นี้มาดู First Class บน Airbus A380 กันบ้างนะครับ ด้วยขนาดลำตัวเครื่องบินที่ใหญ่กว่า Boeing 777-300ER อยู่พอสมควร เลยมีลูกเล่นเพิ่มเติมจาก First Class บน 777 โดยเฉพาะในส่วนของห้องน้ำ ที่มีห้องอาบน้ำมาให้กับผู้โดยสาร First Class ด้วย

Emirates First Class – Airbus A380-800 ภาพ: seatguru.com

การจัดเรียงที่นั่ง First Class บน A380 จะแตกต่างจาก Boeing 777-300ER เล็กน้อยครับ เพราะบน A380 จะมีที่นั่ง First มากถึง 14 ที่นั่ง เรียงแบบ 1-2-1 เหลื่อมกันระหว่างแถวเพื่อความเป็นส่วนตัว รอบนี้ผมนั่ง 1F เพราะเดินทางกับผู้โดยสารอีกคน ที่นั่งอยู่ 1E จะได้คุยกันได้ครับ (บนเคบินจะมีที่นั่งแบบคู่ ที่สามารถเปิดฉากกั้นให้เห็นกันได้ แค่ 3 คู่ตรงกลางเท่านั้น)

Seats

แต่ถ้ามาดูที่นั่งแล้ว ต้องบอกว่าส่วนของเบาะที่นั่งนั้น เป็นแบบเดียวกับ First Class บน Boeing 777-300ER ที่ผมได้รีวิวให้ชมไปด้านบนแล้วทุกประการ จะมีลูกเล่นที่แตกต่างกันเล็กน้อยเท่านั้น ที่เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังต่อไปครับ

ส่วนที่แตกต่างกันออกไปเล็กน้อย ก็คือหน้าจอความบันเทิง บน A380 นี่จะใหญ่กว่า Boeing 777-300ER พอสมควรเลยครับ แต่ฟีเจอร์อื่นๆ ของที่นั่งยังคงเหมือนกัน

อีกส่วนที่แตกต่างกัน คือแท็บเล็ตสำหรับควบคุมส่วนต่างๆ ของที่นั่ง เป็นรุ่นใหม่กว่าบน 777 อย่างชัดเจนครับ นอกจากสองส่วนนี้ ผมว่าส่วนอื่นๆ ของ First Class Cabin นี่คล้ายๆ กันหมด ให้ความสบายในระดับเดียวกันเลย

Shower Spa On-board!

มาดูไฮไลต์ของ Emirates First Class บน A380 กันดีกว่าครับ นั่นก็คือส่วนของห้องน้ำ ที่มีห้องอาบน้ำในตัว หรือที่ Emirates เรียกว่า Shower Spa ซึ่งถือว่าบ้าพลังมาก และเป็นเพียง 2 สายการบินในโลกเท่านั้นที่มีห้องอาบน้ำบนเครื่องบิน (อีกอันคือ Etihad First Class Apartment ที่ผมเคยรีวิวให้ชมกันไปแล้ว)

ห้องน้ำ First Class ของ A380 นี่จะมี 2 ห้องครับ (ห้องซ้ายจะใหญ่กว่านิดหน่อย) และทั้ง 2 ห้อง จะมีห้องอาบน้ำในตัว แต่จะไม่สามารถอาบได้ถ้ายังไม่ถึงเวลาที่จองคิวเอาไว้ เพราะต้องให้เจ้าหน้าที่มา activate ระบบน้ำก่อนเท่านั้น ในเวลาปกติมันก็จะเป็นห้องน้ำที่มีขนาดใหญ่เท่านั้นเอง ไม่สามารถใช้อาบน้ำได้

ตั้งแต่เครื่องขึ้น พนักงานต้อนรับจะมาถามเวลาที่เราต้องการอาบน้ำครับ ซึ่งต้องจองคิวไว้ล่วงหน้าเพื่อไม่ให้ชนกับผู้โดยสาร First Class คนอื่นๆ และมีกฎเกณฑ์เล็กน้อย คือตอนอาบน้ำ เราจะใช้เวลาในห้องน้ำอาบน้ำได้ไม่เกิน 25 นาที แต่จะใช้น้ำจากฝักบัวได้รวมไม่เกิน 5 นาทีเท่านั้น (สามารถกดให้น้ำหยุดเมื่อไหร่ก็ได้ และจะไม่นับเวลาตอนหยุดน้ำ) เนื่องจากน้ำสะอาดบนเครื่องบินมีจำนวนจำกัดนั่นเองครับ

ไฟแสดงสถานะ ว่าสามารถใช้น้ำได้อีกนานแค่ไหน โดยจะมีสัญญาณเตือนเมื่อถึงนาทีสุดท้าย

อุปกรณ์เครื่องใช้อาบน้ำ ครบถ้วนมากๆ ครับ สบู่เหลว แชมพู ครีมนวด โลชั่น สบู่ก้อน หวี หมวกคลุมผม ก้านสำลี ฟองน้ำขัดตัว ชุดแปรงสีฟัน ฯลฯ พร้อมผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่ และไดร์เป่าผม มีให้ครบเซ็ต

น้ำ สามารถปรับอุณหภูมิได้ค่อนข้างละเอียดและอุณหภูมิคงที่  (ปรับแล้วร้อนทันใจ ไม่เสียเวลา) แต่เราไม่สามารถปรับระดับความแรงของน้ำได้ครับ มีแค่กดเปิดกับปิดเท่านั้น น้ำไหลในระดับที่แรงพอใช้ได้เลย และประสบการณ์การอาบน้ำบนเครื่องบินนี่ถือว่าเป็นอะไรที่สุดยอดแล้ว ยิ่งการเดินทางในไฟลต์นานๆ แล้วได้อาบน้ำก่อนลงจากเครื่อง จะเป็นสิ่งที่นักเดินทางต้องการที่สุดแล้วครับ สดชื่น และสะใจมาก

สรุป

Emirates First Class โดดเด่นมากเรื่อง product ต่างๆ ครับ ทั้งส่วนของที่นั่ง Suite ที่มีประตูแบบปิดได้ เพื่อความเป็นส่วนตัว ความสบายของที่นั่ง ฟูกรองที่นอน ผ้าห่ม หน้าจอความบันเทิงขนาดใหญ่ ไวไฟที่ใช้งานได้ฟรีตลอดทั้งเที่ยวบินแบบไม่อั้น แถมด้วยห้องอาบน้ำ (เฉพาะบน A380) ที่หาสายการบินอื่นๆ มาทัดเทียมได้ยาก จะมีข้อด้อยอย่างรุนแรงก็เรื่องของอาหาร ที่อาจจะไม่ค่อยถูกปากคนไทยสักเท่าไหร่นัก ไม่ว่าจะสั่งอาหารพื้นเมือง อาหารตะวันตก หรือ อาหารเอเชียก็ตาม ผมลองมาหลายไฟลต์แล้ว เรื่องอาหารนี่สู้สายการบินทางฝั่งเอเชียเราไม่ได้จริงๆ ครับ

แต่ถ้าจะหาความอลังการ เว่อวัง โอ่อ่า ของเคบิน ยังไงสายการบิน Emirates ก็ยังถือว่าเป็นผู้นำในชั้นพรีเมียมคลาสได้อยู่ และมีตัวเลือกในการเดินทางไปยังเส้นทางต่างๆ ค่อนข้างหลากหลาย แม้ว่าจะต้องไปเปลี่ยนเครื่องที่สนามบินดูไบ (ประมาณ 6 ชั่วโมงจาก กทม. จะนอนยาวๆ เวลาก็ก้ำกึ่งไปหน่อย) แต่ที่สนามบินดูไบเอง ก็มีเลานจ์รับรองที่ค่อนข้างสบาย โดยเฉพาะ First Class Lounge ที่ทำได้ดีมาก มีโซนอำนวยความสะดวกครบครัน มีบริการนวดแถมฟรี 15 นาที และมีห้องอาหารที่มีตัวเลือกอาหารเยอะมากๆ (ส่วน Business Class Lounge ที่ดูไบจะแออัดไปสักนิดครับ)

อีกข้อเด่นของ Emirates ที่สายการบินอื่นๆ ไม่มี ก็คือบริการรถรับส่งสนามบิน หรือ Emirates Chauffeur ครับ ที่ตอนนี้เหลือเพียง Emirates เพียงสายเดียวแล้ว (Etihad ที่เคยมี ก็ยกเลิกไปแล้ว) อันนี้ถือว่าสะดวกมาก โดยเฉพาะที่สนามบินปลายทาง ที่เราไม่ต้องหาข้อมูลเลย ว่าจะเดินทางจากสนามบินเข้าเมืองกันอย่างไร เพราะมีรถของ Emirates ไปส่งถึงโรงแรมได้แบบชิลๆ แถมส่วนมากยังได้รถลีมูซีนที่มีคุณภาพดีอีกด้วยครับ

โดยรวมแล้ว Emirates จะยังเป็นสายการบินที่คู่ควรแก่การเดินทางในชั้นโดยสารพรีเมียมอยู่เสมอครับ แต่จะขอแนะนำให้เส้นทางที่ไกลๆ หน่อย ให้มีเวลาได้พักผ่อนบนเครื่องบินมากๆ เช่น กรุงเทพ-ซิดนีย์ (บินตรง) หรือ เที่ยวบินไปอเมริกา โดยแวะเปลี่ยนเครื่องที่ดูไบ ก็จะให้ความสบายได้มากเลยทีเดียว

พบกันใหม่รีวิวหน้า สวัสดีครับ

บทความโดย:
อู๋ spin9

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save