รีวิว Prestige Suites ที่นั่ง Business Class แบบใหม่บนสายการบิน Korean Air

รีวิววันนี้ ผมพาไปขึ้น Business Class ของ Korean Air สายการบินที่ใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้ครับ ไฟลต์นี้ผมเดินทางไปสหรัญอเมริกา ซึ่งต้องบินจากกรุงเทพฯ ไปเปลี่ยนเครื่องที่สนามบินอินชอนก่อน จึงจะได้รีวิวทั้งช่วงกรุงเทพ-เกาหลี และ เกาหลี-สหรัฐอเมริกา ไปเลยทีเดียวนะครับ

Disclosure: บทความนี้ เขียนจากประสบการณ์ตรงของผู้เขียน และไม่ได้รับการสนับสนุนใดๆ จากสายการบินหรือตัวแทนที่เกี่ยวข้อง

Korean Air ถือว่าเป็นสายการบินที่ใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้ ทั้งในแง่ของจำนวนผู้โดยสาร, ขนาดฝูงบิน, และ จำนวนเส้นทางบินครับ (รองลงมาคือ Asiana Airlines) เป็นหนึ่งในสายการบินเก่าแก่ของโลก และ Korean Air เป็นสมาชิกในกลุ่มพันธมิตร SkyTeam ไม่สามารถสะสมไมล์ร่วมกับการบินไทยได้ครับ

ไฟลต์ที่ผมเอามารีวิวให้ชมวันนี้ เป็นไฟลต์เดินทางจากกรุงเทพฯ (BKK) ไปยังซานฟรานซิสโก (SFO) ในชั้น Business Class ครับ (Korean Air เรียกว่า Prestige Class) ซึ่งสายการบิน Korean Air จะต้องไปแวะเปลี่ยนเครื่องที่สนามบินเจ้าบ้านของตัวเองที่อินชอน (ICN) ก่อน ถ้าพร้อมแล้ว ไปชมพร้อมกันเลย

Flight: KE660

Route: BKK-ICN
Date: 3 Jun 2017
Departure Time: 10:00
Arrival Time: 17:35
Duration: 5 hr 35 mins
Seat: 8A
Class: Prestige Class (Prestige Sleeper)
Aircraft: Airbus A330-300
Registration: HL7540

Check-in

ขั้นตอนการเช็กอินที่สนามบินสุวรรณภูมิ ไม่มีอะไรเป็นพิเศษครับ สามารถเช็กอินได้ที่ช่อง Prestige Class / Sly Priority ที่แยกเคาน์เตอร์เอาไว้ต่างหากได้ตามปกติ เมื่อเช็กอินแล้ว จะได้รับ boarding pass, บัตร priority lane สำหรับคิว ตม. ช่องพิเศษ และบัตรสำหรับเข้าใช้ lounge ของ Miracle มา

Miracle Lounge, Suvarnabhumi Airport

เลานจ์ที่ Korean Air เตรียมไว้สำหรับผู้โดยสารในชั้น Prestige Class เป็นของ Miracle ที่อยู่ด้านเดียวกับเกตที่จะออกเดินทางครับ (Concourse G) เลานจ์นี้เป็นเลานจ์ใหม่ และมีหลายสายการบินที่ไม่ได้มีเลานจ์เป็นของตัวเองที่สนามบินสุวรรณภูมิใช้ร่วมกัน ภายในเลานจ์ใหญ่โต สวยงามทีเดียว ยังรับรู้ได้ถึงความใหม่ของเลานจ์นี้

พื้นที่นั่งพัก และ อาหาร ทั้งอาหารร้อนและขนม เครื่องดื่ม ก็อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานของเลานจ์ทั่วไปครับ ไม่ได้มีอะไรโดดเด่นมากมายนัก มีพนักงานคอยดูแลและเติมอาหารอยู่ตลอด พอที่จะใช้พักผ่อนระหว่างรอขึ้นเครื่องได้โอเคอยู่

Boarding

ถึงเวลาเรียกขึ้นเครื่อง สายการบิน Korean Air ประกาศให้ผู้โดยสาร First Class, Business Class และสมาชิก SkyTeam ที่ได้รับสิทธิ์ Sky Priority ขึ้นเครื่องได้ก่อน โดยแยกแถวสำหรับ boarding ออกมาโดยเฉพาะ

On-board

ไฟลต์จาก จากสุวรรณภูมิ ไปยังกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ทางสายการบิน Korean Air ใช้เครื่องบินแบบ Airbus A330-300 จัดเรียงที่นั่งในชั้น Prestige Class (หรือว่า Business Class นั่นแหละ) แบบ 2-2-2 ครับ ไฟลต์นี้ยังเป็นที่นั่งแบบเก่า ใช้ในระยะทางบินแบบไม่ไกลมากนัก อาจจะไม่ได้ถูกใจคนเดินทาง เพราะที่นั่งริมหน้าต่างจะต้องปีนเข้าออกผ่านผู้โดยสารอีกคนนึงเสมอ ไม่ค่อยเป็นส่วนตัวสักเท่าไหร่

ผมได้ที่นั่ง 8A ริมหน้าต่างครับ สายการบิน Korean Air ใช้โทนที่นั่งสีฟ้า เคบินดูสว่างมาก บนที่นั่งมีหมอนใบเล็กๆ กับผ้าห่มวางไว้ให้

พื้นที่ด้านหน้า เหลือเยอะแบบสบายๆ ครับ แต่ถ้าที่นั่งข้างๆ เราปรับเอนแล้ว ต้องปีนข้ามอยู่ดี ส่วนหน้าจอความบันเทิงผมว่าขนาดเล็กไปหน่อย

ในกระเป๋าหน้าที่นั่ง มีหูฟัง กับรองเท้าแตะสำหรับใช้บนเครื่องบินใส่ไว้ให้ ส่วนช่องด้านข้างหน้าจอ เป็นพวกนิตยสารของสายการบิน, คู่มือความปลอดภัย แคตตาล็อก duty free และ เมนูอาหารสำหรับไฟลต์นี้ครับ

สำหรับไฟลต์กรุงเทพ-โซล มีเสิร์ฟอาหารมื้อเดียวครับ นั่งดูได้สักพักก็จะมีพนักงานมาถามตัวเลือกของอาหาร ไฟลต์นี้มีพนักงานต้อนรับคนไทยด้วย หน้าตาเกาหลีกลมกลืนไปกับกลุ่มแอร์เกาหลีอย่างมาก มารู้ก็ตอนถูกทักด้วยภาษาไทยนี่แหละ

ปุ่มปรับที่นั่งของไฟลต์นี้ ค่อนข้างเก่าเลยครับ เลือกปรับได้แค่เอนหลัง กับควบคุมที่วางเท้านิดหน่อยเท่านั้น แล้วก็มีปุ่มทางลัดปรับเอน 3 ระดับ และไม่สามารถเอนได้ราบ 180 องศานะครับ ได้แค่เกือบราบเท่านั้น

รีโมตควบคุมความบันเทิงด้านข้าง รุ่นเก่ามากครับ ใช้ยากพอสมควร และปุ่มเริ่มเสื่อมสภาพ กดติดบ้างไม่ติดบ้าง ติดทีเดียวก็ติด 2 ครั้งบ้าง เลิกใช้ หนังไม่ดูก็ได้ .. ถัดลงมามีช่องเก็บของเล็กๆ ไว้วางพวกมือถือได้

welcome drink มาเสิร์ฟ ผมเลือกแชมเปญเช่นเคยครับ Korean Air เลือกเสิร์ฟแชมเปญ Perrier-Jouet Grand Brut แช่เย็นมาพอดิบพอดี

จานแรก มาเสิร์ฟเป็นไก่สะเต๊ะเสียบไม้ กับน้ำจิ้มพริกใส่น้ำผึ้ง หวานๆ มันๆ ครับ

ถัดมา พนักงานนำถาดออเดิร์ฟมาวาง เป็นมะเขือเทศสด พร้อมชีสมอซซาเรลล่า พร้อมน้ำสลัด น้ำมันมะกอก เครื่องเคียงมีผักดอง กับ สาหร่ายซอง

อาหารจานหลัก เป็นข้าวยำเกาหลี หรือ Bibimbap ครับ ซึ่งจัดวางาอย่างสวยงาม แยกส่วนประกอบต่างๆ ในชาม เสิร์ฟข้าวสวยร้อนแยกใส่ชามมาต่างหาก หน้าที่ของเราก็คือต้องเทข้าวสวยมาใส่ชาว บีบซอสยำจากในหลอดที่เตรียมไว้ให้ และคลุกให้เข้ากันด้วยตัวเอง

และนี่คือผลงานของผมครับ 555 ออกมาแบบนี้ อร่อยอย่างน่าตกใจนะครับ ผมคิดว่า Korean Air ทำเมนูนี้ได้ดีมาก ลงตัวมาก ทานกับสาหร่ายซองที่ให้มา นอกจากอร่อยแล้ว ยังสนุกที่ได้ทำด้วย

ปิดท้ายมื้ออาหารด้วยไอศครีม Häagen-Dazs และผลไม้ครับ

แค่ไฟลต์แรกนี่ทำผมเหนือความคาดหมายอยู่เหมือนกัน จากเดิมที่ไม่ได้คาดหวังอะไรกับ Korean Air มากนัก แต่รอบนี้บริการเนี๊ยบมาก และอาหารก็อร่อยถูกปากด้วย เสียแต่ที่นั่งเก่ามาก สิ่งอำนวยความสะดวกทั้งส่วนของ seat feature และหน้าจอความบันเทิงก็ตกรุ่นไปหมดแล้ว เดี๋ยวเราไปดูรุ่นที่ปรับปรุงใหม่กันในช่วงโซล-ซานฟรานกันต่อนะครับ

Flight: KE25

Route: ICN-SFO
Date: 3 Jun 2017
Departure Time: 20:00
Arrival Time: 14:30
Duration: 10 hr 30 mins
Seat: 12A
Class: Prestige Class (Prestige Suites)
Aircraft: Boeing 777-300ER
Registration: HL8042

Boarding

ไฟลต์จากโซล ไปซานฟรานฯ นี่เปลี่ยนมาเป็นเครื่องบินแบบ Boeing 777-300ER ครับ ซึ่งทาง Korean Air ได้ปรับปรุงที่นั่งในชั้น Prestige (Business Class) มาเป็นที่นั่งแบบใหม่แล้ว ถ้าใครจองในเว็บ Korean Air เค้าจะใช้ชื่อที่นั่งว่า Prestige Suites เลยครับ

การออกแบบที่นั่ง Prestige Suites ของ Korean Air น่าสนใจมากครับ จัดเรียงที่นั่งแบบ 2-2-2 แต่ว่าทุกที่นั่งสามารถเดินออกมาถึงทางเดินได้โดยไม่ต้องข้ามผ่านผู้โดยสารอีกคนเลย เพราะที่นั่งคู่ริมหน้าต่าง จะวางเหลื่อมๆ กันนิดๆ ให้สามารถเดินออกมายังทางเดินได้ครับ

นี่ครับ ที่นั่งคู่ริมหน้าต่าง ที่จะวางเหลื่อมกันนิดๆ ทุกที่นั่งสามารถเดินออกมาถึงทางเดินได้ ไม่ต้องรบกวนกัน และมีความเป็นส่วนตัวพอสมควร ผิดวิสัยจากการวางที่นั่งชั้นธุรกิจแบบ 2-2-2 ของสายการบินอืนๆ พอสมควร

ตัวที่นั่งเองก็กว้างใช้ได้เลยครับ ตกแต่งด้วยโทนสีฟ้าตามไตล์ของ Korean Air มีหมอนใบเล็กๆ กับผ้าห่มวางไว้บนที่นั่ง

ผมได้ที่นั่ง 12A ริมหน้าต่างครับ ด้านหน้านี่มีพื้นที่เยอะมาก ยืดขายังไงก็ไม่ชน ตรงกลางที่นั่งจะเป็นเบาะสำหรับวางขาตอนที่เราปรับที่นั่งให้เอนราบแล้ว นั่งสบายกว่าที่คาดไว้มากๆ

ด้านข้าง เป็นตำแหน่งของรีโมทควบคุมความบันเทิง ที่เป็นรีโมทรุ่นใหม่ มีทั้งหน้าจอทัชสกรีนและจอยสติ๊กอยู่ในตัวเดียวกัน

ข้างล่างที่พักแขน เป็นกล่องสำหรับใส่ของได้มากพอสมควรครับ พวกมือถือ หูฟัง กระเป๋าเล็กๆ สามารถมาใส่ไว้ในนี้ได้ ทาง Korean Air ใส่รองเท้าแตกสำหรับใช้บนเครื่องบินเตรียมไว้ให้ในช่องนี้

แผงปุ่มปรับที่นั่ง มีน้อยมากครับ คือมีแค่ปรับเอน (ลงไปจนนอนราบได้) กับปรับที่วางขาเท่านั้น ส่วนอีกปุ่มนี่เอาไว้กดเปิด/ปิดฉากกั้นระหว่างที่นั่ง ซึ่งพอปิดแล้วส่วนตัวมากๆ ครับ ดูจากรูปด้านล่างนี้

ในกรณีที่เดินทางกับคนที่ไม่ได้รู้จักกัน ก็สามารถเลื่อนฉากขึ้นมาปิดได้ และ ผมจะแนะนำที่นั่งริมหน้าต่างนี่แหละครับ เพราะเมื่อกดให้ฉากขึ้นมาปิดแล้ว มันมีความเป็นส่วนตัวมากๆ เป็นเหมือนห้องนึงเลย เจ๋งมากครับ

ไฟลต์นี้ผมเลือกที่นั่ง 12A ริมหน้าต่างมาครับ และที่นั่งข้างๆ ก็ว่างเสียด้วย เรียกได้ว่าสบายและได้ความเป็นส่วนตัวสูงมาก ผมแนะนำเฉพาะที่นั่งริมหน้าต่างนะครับ สำหรับ Prestige Class บน Korean Air ที่ใช้ที่นั่งแบบนี้

ชุดกระเป๋า amenity ของ Korean Air ไม่ได้มียี่ห้ออะไรเป็นพิเศษครับ แต่ช่วงนี้จะมีพิมพ์ตรา PyeongChang 2018 เตรียมต้อนรับการเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกฤดูหนาวปี 2018 ของเมืองพย็องชัง คู่กับโลโก้ของสายการบิน Korean Air

ข้างในกระเป๋า มี amenity สำหรับใช้บนเครื่องบินมาให้อย่างจริงจังเลยครับ skincare เป็นของแบรนด์ Davi Napa มีมาให้ทั้ง Lip Balm, Face Cream และ Eye Gel แล้วก็มีหวีพับได้ พลาสติกสำหรับช่วยใส่รองเท้า, ชุดแปรงสีฟัน กับ ผ้าปิดตา

หูฟังที่ให้มากับที่นั่ง เป็นหูฟังแบบ noise cancellation ครับ ไม่ได้มียี่ห้ออะไรเป็นพิเศษเช่นกัน

มาดูอาหารของไฟลต์นี้บ้างครับ เปิดด้วยออเดิร์ฟ และ แชมเปญ Perrier-Jouet Grand Brut

appetizer เป็นกุ้ง เห็ด หอยเชลล์ เสิร์ฟมาพร้อมกับซุปหน่อไม้ฝรั่ง โดยรวมถือว่ารสชาติดีเลยครับ

จานหลัก ผมเลือกรับเป็นสเต๊กบ้างครับ (เพราะเมนูเกาหลี ก็จะมีแต่ Bibimbap ที่ซ้ำกับไฟลต์แรกไปแล้ว) ปรากฏว่ามาเป็นสเต๊กเนื้อ ซอสไวน์แดง เลือกความสุกได้ด้วย เสิร์ฟมาพร้อมกับฟักทองหวาน บร๊อคโคลี่ จานนี้เหนือความคาดหมายอย่างยิ่งครับ หั่นเนื้อออกมานี่นุ่ม อร่อยมาก ไม่มีความเหนียวเลย นี่ขนาดเอามาเขียนรีวิว แนบรูปขึ้นมายังรู้สึกหิวเลยนะครับ ยอมรับว่า Korean Air ทำได้ดีจริงๆ ครับ

ของหวาน พนักงานต้อนรับถามว่า จะรับเป็นเค้ก หรือ ไอศครีม … ผมเลือกไม่ได้ เลยขอรับทั้งสองอย่างเลยละกันครับ จัดมาให้หมด

พอทานอิ่มแล้ว ก็ลุกมาแปรงฟันที่ห้องน้ำหน่อยครับ ห้องน้ำบน Boeing 777-300ER มีขนาดใหญ่โอเคเลย สะอาดเรียบร้อยดีมากครับ

ถึงเวลาที่พนักงานปิดไฟเคบินพอดีครับ ผมกดปรับเก้าอี้ให้เอนนอนจนราบ กดปิดฉากกั้นขึ้นมาเพื่อความเป็นส่วนตัว ทีนี้ก็น่านอนเลย ผ้าห่มหนาพอดิบพอดี แต่ว่าหมอนใบเล็กไปนิดนึงนะครับ

พอปิดฉากกั้นแล้ว ที่นั่งริมหน้าต่างก็คือห้องห้องนึงเลยนะครับ ไม่มีใครสามารถมองเห็นได้ และไม่สามารถมองเห็นใครเดินผ่านได้เลย ใช้เวลาไม่นานก็หลับได้แบบสบายๆ

ลืมเอาให้ดูลูกเล่นอีกอย่างของ Korean Air ครับ ในซองใส่พวกหนังสือต่างๆ เค้าจะมีสติ๊กเกอร์แผ่นนี้มาให้ด้วย เอาไว้แปะบริเวณที่นั่งเรา เพื่อบอกพนักงานต้อนรับว่า ไม่ต้องปลุกนะ หรือ ปลุกด้วยเวลาที่จะเสิร์ฟอาหาร หรือ ให้เรียกปลุกมาซื้อของ duty free ก็ได้ เลือกเอาที่ชอบแล้วแปะไว้ได้เลย อย่างรอบนี้ผมกแปะบอกพนักงานว่า ให้ปลุกสำหรับมื้อเช้าด้วยครับ

มื้อเช้า ผมเลือกเป็นมื้อเช้าสไตล์เกาหลีครับ เมนูคือข้าวบูลโกลกิ หน้าตาอาจจะดูไม่ค่อยน่ากิน แต่ว่ารสชาตินี่สอบผ่านเลยทีเดียว  เสิร์ฟมาพร้อมผักดองแก้เลี่ยน กับสาหร่ายกรอบในซอง เข้ากันดีครับ ฟาดเรียบอย่างรวดเร็ว

ปิดท้าย ก่อนแลนด์ด้วยผลไม้สดครับ แตงโม ส้ม และ เชอรี่ หวาน กรอบ จบได้สวยงาม

สรุป

Korean Air ไฟลต์นี้เหนือความคาดหมายหลายอย่างครับ ส่วนที่ผมชอบมาก คือ ที่นั่งแบบ Prestige Suites ที่ปรับปรุงมาใหม่ ให้ความเป้นส่วนตัวสูงมาก (แต่ขอย้ำ ให้เลือกที่นั่งริมหน้าต่างนะครับ) กับเรื่องอาหาร ที่อร่อยแบบค้านสายตา จากหน้าตาที่ดูไม่ค่อยน่าทานนัก แต่กลับทำรสชาติได้ดีมากแทบทุกอย่างครับ

ผมว่า Korean Air เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่โอเคมากในการเดินทางไปอเมริกานะครับ เวลาค่อนข้างสวย ใช้เวลาในการพักเปลี่ยนเครื่องไม่นานนัก บริการโอเค อาหารอร่อย และเริ่มเปลี่ยนมาใช้ที่นั่ง Business Class แบบใหม่กันหลายเส้นทางแล้ว ส่วนข้อเสียคือ selection ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อาจจะด้อยกว่าสายการบินอื่นๆ อยู่พอสมควร, ชุด amenity ไม่โดดเด่นเท่าไหร่ แล้วก็เรื่องของการสะสมไมล์ ที่เป็นกลุ่ม SkyTeam ที่คนไทยไม่คุ้นเคยด้วยเท่าไรนัก แลกตั๋วรางวัลข้ามสายการบินค่อนข้างลำบาก ยกเว้นว่าใครได้บิน Korean Air อยู่เป็นประจำ สมาชิกของเค้าเองสามารถแลกตั๋วรางวัลของ Korean Air เองได้ค่อนข้างง่ายเลยครับ

พบกันใหม่รีวิวหน้า สวัสดีครับ

บทความโดย: อู๋ @spin9

The following two tabs change content below.
spin9
อู๋ spin9, Frequent flyer, Content creator, Founder of spin9.me, MINI-TH.com and BIMMER-TH.com, พิธีกรรายการ DigiLife ทาง Nation TV, ห้องข่าวไอที Workpoint News, UK and German alumni. email: spin9.me@gmail.com

Comments