รีวิว iPad Pro 10.5 นิ้ว – iPad ที่คู่ควรแก่การอัปเกรด

เมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา Apple ได้ทำการเปิดตัว iPad Pro รุ่นใหม่ในงาน WWDC 2017 ครับ ซึ่งมาในขนาดหน้าจอใหม่ 10.5 นิ้ว แต่ตัวเครื่องยังคงมีขนาดใกล้เคียงกับ iPad รุ่นมาตรฐานเดิม ที่หายไปคือขอบของหน้าจอ ที่แคบลงกว่าเดิมมาก อัปเกรดสเปกให้แรงขึ้นกว่าเดิม และ มีเทคโนโลยีหน้าจอแบบใหม่ ที่ถือว่าเป็นหน้าจอที่ดีที่สุดของ Apple ในปัจจุบัน

คุณผู้อ่านหลายๆ คน น่าจะคุ้นเคยกับ iPad ในขนาดหน้าจอ 9.7 นิ้ว ที่ถือว่าเป็นขนาดมาตรฐานมาอย่างยาวนานถึง 7 ปีนับตั้งแต่มีการเปิดตัว iPad รุ่นแรก ส่วนชื่อของ iPad Pro นั้น เพิ่งจะแตกเป็นรุ่นย่อยนี้เข้ามาในปี 2015 (ขนาด 12.9 นิ้ว) และเพิ่มเติมในปี 2016 (ขนาด 9.7 นิ้ว) ที่เพิ่มความสามารถในการรองรับอุปกรณ์เสริม 2 ตัวหลัก นั่นคือ Smart Keyboard และ Apple Pencil บวกกับมีการอัปสเปกให้แรงกว่า iPad รุ่นปกติ เพื่อรองรับการทำงานในระดับ “โปร” ได้อย่างสมบูรณ์แบบนั่นเอง

The new iPad Pro

มาถึงกลางปี 2017 ก็ถึงเวลาที่ Apple จะปรับสเปกของ iPad Pro ครั้งใหญ่ ซึ่งหลักๆ แล้ว มีการเปลี่ยนแปลง ดังนี้

  • ปรับขนาดหน้าจอในรุ่น 9.7 นิ้ว มาเป็นขนาด 10.5 นิ้ว (จอใหญ่ขึ้น 20% เลยนะ) โดยลดขนาดของขอบหน้าจอลง ตัวเครื่องจริงๆ มีขนาดใหญ่ขึ้นกว่ารุ่น 9.7 นิ้วเดิมเล็กน้อยเท่านั้น
  • หน้าจอเรตินาถูกออกแบบใหม่ ความละเอียดสูงขึ้นเป็น 2224×1668 พิกเซล (ของเดิม 2048×1536 พิกเซล) สว่างขึ้น 50% มีคอนทราสต์สีที่ดีขึ้น แสดงผลได้สมจริงมากขึ้น และยังรองรับมาตรฐาน P3 Wide Color Gamut พร้อมเทคโนโลยี True Tone Display ปรับโทนสีของหน้าจอตามสภาพแสงที่อยู่ในห้องนั้นๆ หรือสถานที่ที่ iPad ใช้งานอยู่ในเวลานั้นจริงๆ
  • เทคโนโลยีหน้าจอใหม่ที่ชื่อ “ProMotion” มีอัตราการรีเฟรชหน้าจอสูงถึง 120Hz หรือ 120 ครั้งต่อวินาที สูงกว่ามาตรฐานหน้าจอปกติ 1 เท่าตัว (หน้าจอทั่วไปรีเฟรชที่ 60Hz เท่านั้น) ทำให้การเล่นเกม หรือ การ scroll หน้าจอเร็วๆ ทำให้เนียนขึ้นแบบทีไม่เคยมีมาก่อนในหน้าจออื่นๆ แถมตัวซอฟต์แวร์ยังรองรับการปรับเปลี่ยนอัตราการรีเฟรชตามคอนเทนต์จริงที่แสดงผลได้ด้วย (แปรผันได้ตั้งแต่ 24Hz – 120Hz)
  • เปลี่ยนขุมพลัง CPU เป็นชิป A10X Fusion รองรับการทำงานระดับโปรในทุกแอพ ไม่ว่าจะเป็นกราฟฟิกหนักๆ ตัดต่อวิดีโอ หรือ เล่นเกม
  • เปลี่ยนกล้องหน้าและกล้องหลัง เป็นสเปกเดียวกับกล้องใน iPhone 7 ทุกประการ รองรับระบบกันสั่น Optical Image Stabilizer
  • ส่วน iPad Pro ในรุ่น 12.9 นิ้ว มีการอัปเกรดทุกฟีเจอร์ให้เหมือนกับในรุ่น 10.5 นิ้วเช่นกัน แต่ไม่มีการปรับเปลี่ยนหน้าตาและขนาด
  • รุ่น 10.5 นิ้ว มีให้เลือกทั้งหมด 4 สี (สเปซเกรย์, เงิน, ทอง, โรสโกลด์) ส่วนรุ่น 12.9 นิ้ว มีให้เลือก 3 สี (ไม่มีสีโรสโกลด์)
  • ความจุ ถูกปรับเพิ่มขึ้นอีก 1 เท่าตัว เริ่มต้นที่รุ่น 64GB, 256GB และ สูงสุดที่ 512GB
  • ยังแบ่งเป็นรุ่น WiFi อย่างเดียว กับรุ่น WiFi+Cellular ที่ใส่ซิมการ์ดได้
  • ราคาเริ่มต้น 23,500 บาท

iPad Pro 10.5 นิ้ว

และนี่คือเครื่องจริงของ iPad Pro ขนาด 10.5 นิ้วครับ เริ่มต้นจากกล่อง ที่มีการโชว์ภาพของ iPad Pro ที่มีขอบหน้าจอเล็กลงอย่างชัดเจนอยู่เต็มพื้นที่หน้ากล่องเลย

หากมองผิวเผิน และลองถือจับดู จะไม่รู้สึกเลยว่านี่คือ iPad ที่มีขนาดเปลี่ยนไปจากเดิมครับ น้ำหนักตัวเครื่องใกล้เคียงกับรุ่นเดิมมาก (หนักขึ้นประมาณ 32 กรัม) แต่ถ้าลองวางเทียบกับรุ่นเดิม จะเห็นว่าจริงๆ แล้วตัวเครื่องจะใหญ่ขึ้นทั้งความกว้างและความยาวเล็กน้อย ส่วนความหนานั้น เท่าเดิมเป๊ะครับ (6.1 มม.) ส่วนที่เด่นมากคือขอบของหน้าจอซ้ายขวา แคบลงอย่างเห็นได้ชัด มีพื้นที่แสดงผลที่เต็มตามากขึ้น ใช้พื้นที่คุ้มขึ้นเยอะ

ถึงตรงนี้หลายคนอาจจะถามถึงเคสและอุปกรณ์เสริมต่างๆ ก็ต้องขอสดงความเสียใจด้วยครับ ที่ iPad Pro รุ่นใหม่นี้ ไม่สามารถใช้เคส, Cover และอุปกรณ์เสริมอื่นๆ เช่น Smart Keyboard ร่วมกับรุ่นเดิมได้เลย เพราะมันมีขนาดที่เปลี่ยนไป

iPad Pro 10.5 นิ้ว ที่ผมรีวิวให้ชมนี้ เป็นสีเทาสเปซเกรย์ครับ ด้านหลังของตัวเครื่อง มีกล้องขนาดใหญ่ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เป็นกล้องหลังตัวเดียวกับที่อยู่ใน iPhone 7 เป๊ะๆ (12 ล้านพิกเซล มีระบบกันสั่น OIS) ส่วนกล้องหน้า เป็นตัวเดียวกับกล้องหน้าของ iPhone 7 เช่นกัน ความละเอียด 7 ล้านพิกเซล รองรับการถ่ายวิดีโอได้ถึงความละเอียด Full HD แล้ว

มาดูที่ทีเด็ดของ iPad Pro รุ่นนี้ นั่นคือหน้าจอครับ นอกเหนือจากที่ขนาดหน้าจอจะใหญ่ขึ้น ใช้พื้นที่ของด้านหน้าตัวเครื่องได้อย่างเต็มที่แล้ว มันยังเป็นหน้าจอที่ดีขึ้นเยอะมากๆ โดยเฉพาะในเรื่องของความสว่าง ที่สูงถึง 600 nits (เป็นหน้าจอที่สว่างที่สุดของหน้าจอในทุกอุปกรณ์ Apple ในปัจจุบัน) และปรับปรุงการแสดงคอนทราสต์สีที่ดีขึ้นกว่าเดิมขึ้นไปอีก ผมลองเปรียบเทียบบนหน้าจอของ iPad Pro รุ่นใหม่ กับรุ่นเดิม จอของรุ่นเดิมที่ว่าดีอยู่แล้วนะ เจอรุ่นใหม่เข้าไปนี่หมองไปเลย

ยังไม่จบแค่ความสว่าง แต่หน้าจอ iPad Pro ใหม่ ยังมีเทคโนโลยีใหม่ที่ไม่เคยมีในหน้าจอรุ่นไหนของ Apple มาก่อน ในชื่อ “ProMotion” ที่สามารถทำอัตราการรีเฟรชหน้าจอได้สูงถึง 120Hz หรือ 120 ครั้งต่อวินาที (หน้าจอทั่วไปทำได้ที่ 60Hz) การรีเฟรชหน้าจอเร็วขึ้น หมายความว่า เราจะเห็นภาพบนหน้าจอได้เนียนขึ้นเมื่อมีความเคลื่อนไหวเกิดขึ้นบนหน้าจอครับ เช่นการใช้นิ้วเลื่อนหน้าจอทั่วไป การเล่นเกมที่มีกราฟฟิกเยอะๆ ความเคลื่อนไหวต่างๆ บนหน้าจอจะแนบเนียนขึ้น ที่ผมลองแล้ว มันสร้างความแตกต่างได้จริง เริ่มจากการเลื่อนหน้าจอบนหน้าเว็บปกติ ไม่ถึงกับต้องเลื่อนเร็วมาก ก็เห็นถึงความแตกต่างแล้วครับ

และหากเป็นไฟล์วิดีโอ หน้าจอ ProMotion นี่ยิ่งเจ๋งขึ้นไปอีก คือซอฟต์แวร์จะช่วยตรวจจับว่าคลิปวิดีโอนั้น ถูกถ่ายมาที่ความเร็วกี่เฟรมต่อวินาที และหน้าจอ ProMotion จะปรับอัตราการรีเฟรชให้ตรงกับวิดีโอนั้นๆ โดยอัตโนมัติ เล่นวิดีโอได้เนียนแบบไม่มีอาการ visual artifact ที่มักจะเกิดขึ้นกับการที่อัตรารีเฟรชของหน้าจอไม่สัมพันธ์กับคอนเทนต์ที่แสดงผล แถมการปรับอัตราการีเฟรชให้เหมาะกับคอนเทนต์นี้ ยังช่วยประหยัดแบตเตอรีของ iPad Pro ได้ด้วยนะครับ

อีกอย่างที่หน้าจอ ProMotion สร้างความแตกต่างได้มาก คือ การใช้ Apple Pencil ครับ หน้าจอที่รีเฟรชได้เร็วขึ้น ก็ส่งผลให้การวาดหรือการจดสิ่งต่างๆ ด้วย Apple Pencil ตอบสนองบนหน้าจอได้เร็วขึ้นด้วยเช่นกัน ลด latency time ของการใช้ Pencil เหลือแค่ 20ms ใกล้เคียงกับการใช้ปากกาจดลงบนกระดาษมากขึ้นไปกว่าเดิมอีก คนที่ใช้งาน Pencil เป็นประจำ ไม่ว่าจะจดบันทึก หรือ วาดภาพต่างๆ น่าจะถูกใจกับหน้าจอของ iPad Pro ตัวใหม่นี้มากครับ

นอกจากหน้าจอที่เป็นเรื่องหลักแล้ว Apple ยังได้ปรับปรุงชิปประมวลผลมาเป็น A10X Fusion ที่ถือว่าเป็นชิปประมวลผลในอุปกรณ์พกพาที่เร็วที่สุดของ Apple ในปัจจุบัน รองรับการใช้งานหนักๆ ในทุกแอพได้แบบสบายๆ ผมลองกับเกมต่างๆ ที่ผมเปิดเล่นเป้นประจำ ก็พบว่ามันโหลดได้เร็วขึ้นมาก หรือแม้กระทั่งการตัดต่อวิดีโอด้วย iMovie หรือ ตัดต่อภาพด้วย Enlight ก็โหลดเร็วขึ้นมากเช่นกัน ทั้งๆ ที่การโหลดสิ่งต่างๆ บนอุปกรณ์ก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็น iPad Pro 9.7 นิ้วตัวเดิม หรือบน iPhone 7 Plus ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกว่ามันโหลดช้ามาก่อน แต่พอมันมาอยู่ใน iPad Pro 10.5 นิ้ว มันกลับแสดงพลังว่า มันโหลดได้เร็วขึ้นกว่าเดิมขึ้นไปอีก

สิ่งเล็กๆ อีกอย่างที่มีการปรับปรุงคือเซ้นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ หรือ TouchID ที่ปรับขึ้นมาเป็นเจเนอเรชั่นที่ 2 (แบบเดียวกับที่อยู่ใน iPhone) สแกนได้เร็วขึ้นและแม่นยำขึ้นกว่า iPad รุ่นก่อนหน้าอยู่พอสมควรครับ

Accessories

ปิดท้ายด้วยอุปกรณ์เสริม ที่บอกไปแล้วว่า ต้องซื้อใหม่กันยกเซ็ต ทั้งเคส, Cover และ Smart Keyboard ที่มีขนาดเปลี่ยนไป (ยกเว้น Apple Pencil ที่ยังเป็นแบบเดิม) แต่ Apple ก็เพิ่มอุปกรณ์เสริมแบบใหม่ คือซองหนังใส่ iPad Pro 10.5 นิ้ว แบบที่มีช่องใส่ Apple Pencil ในตัวมาให้ มีให้เลือก 4 สี พกพาสะดวกขึ้น และลดความเสี่ยงต่อการทำ Apple Pencil หาย (ที่ผมทำหายไปแล้วแท่งนึง) ได้เป็นอย่างดี จะสะดุดก็ตรงราคาค่าซองหนังแผ่นนี้ อยู่ที่ 5,700 บาทสำหรับรุ่น 10.5 นิ้ว และราคา 6,800 บาทสำหรับรุ่น 12.9 นิ้ว ออกจะโหดไปเสียหน่อยครับ

ส่วน Smart Cover ของ iPad Pro ใหม่ มีออกตัวเลือกเพิ่มเติม วัสดุทำมาจากหนังแล้วเป็นครั้งแรกอีกด้วย มีให้เลือก 4 สีเช่นกัน ในราคา 3,100 บาทในรุ่น 10.5 นิ้ว และ 3,600 บาทในรุ่น 12.9 นิ้ว

Apple Pencil เอง ก็มีซองหนังสำหรับใส่ Pencil โดยเฉพาะออกมาเพิ่มเหมือนกันครับ ตัวนี้เปิดราคา 1,200 บาท

และ Smart Keyboard ในขนาดใหม่ ที่รองรับกับ iPad Pro 10.5 นิ้วโดยเฉพาะ ขยายขนาดปุ่มกดและช่องว่างระหว่างคีย์ให้ใกล้เคียงกับคีย์บอร์ดมาตรฐาน พิมพ์ได้ง่ายขึ้น แม่นยำขึ้น มีแป้นภาษาไทยพิมพ์มาให้เรียบร้อย เปิดราคา 5,900 บาทสำหรับรุ่น 10.5 นิ้ว และราคา 6,300 บาทสำหรับรุ่น 12.9 นิ้ว

iOS 11

Apple เตรียมปล่อยให้อัปเดต iOS 11 ระบบปฏิบัติการเวอร์ชั่นใหม่ในช่วงเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ครับ และ iOS 11 จะมีความหมายอย่างยิ่งกับ iPad Pro รุ่นใหม่นี้ เพราะมันถูกพัฒนาฟีเจอร์หลากหลายอย่างให้ใช้งานบน iPad ได้ดีขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะความสามารถทางด้าน multitasking การเปิดหลายแอพพร้อมกัน และ ความสามารถในการ drag & drop เลือก ลาก วางข้ามหน้าต่างกันได้อย่างแนบเนียนเหมือนใช้งานบนเครื่องเดสก์ท็อป มีการปรับปรุงอินเทอร์เฟซหลายอย่างให้สวยงามขึ้น ใช้งานจริงได้สะดวกขึ้น และใช้พื้นที่ต่างๆ บนหน้าจอได้คุ้มค่ามากขึ้น

วันนี้ iPad Pro รุ่นใหม่ หากแกะกล่องมา จะยังมาพร้อมกับ iOS 10 อยู่ครับ ซึ่ง iOS 11 ตอนนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนา และมีเวอร์ชั่นของนักพัฒนาให้ได้ลองดาวน์โหลดไปใช้งานแล้ว ซึ่งเมื่อมีเวอร์ชั่นสมบูรณ์ออกมาให้อัปเดต ก็จะยิ่งทำให้ iPad Pro ตัวใหม่นี้น่าใช้งานเพิ่มขึ้นไปอีก

สรุป

คุณผู้อ่านหลายๆ คนน่าจะเป็นเจ้าของ iPad อยู่ และมีโอกาสได้เห็น Apple ออก iPad ใหม่ๆ ทุกปี แต่ก็ยังไม่รู้สึกอยากได้รุ่นใหม่มาทดแทนตัวเดิมที่ใช้อยู่เสียที อาจจะเป็นเพราะ รุ่นเดิมก็ยังใช้งานได้ พังยาก และรุ่นใหม่ๆ แต่ละรุ่นก็เปลี่ยนแปลงไม่เยอะเท่าไรนัก … หากใครคุ้นเคยกับแนวคิดนี้ ผมอยากให้กลับมาพิจารณา iPad Pro 10.5 นิ้วรุ่นนี้เสียใหม่ครับ เพราะมันเป็น iPad รุ่นที่พัฒนาขึ้นเยอะอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเรื่องของหน้าจอที่ดีขึ้นเยอะมากๆ ทั้งพื้นที่การใช้งานที่เต็มตามากขึ้น ความสว่าง และความสวยงาม รวมถึงเทคโนโลยี ProMotion ที่หาไม่ได้จากหน้าจออุปกรณ์พกพารุ่นอื่นๆ ในโลก นี่ยังไม่นับรวมความแรงที่ใส่มาให้แบบไม่มีกั๊กอีกด้วย

ส่วนคำถามที่ว่า iPad Pro นี่จะใช้ทดแทนเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก หรือ MacBook ได้เลยไหม ผมคิดว่า ถ้าใช้คำว่าทดแทน น่าจะตอบได้เลยว่าไม่ใช่ แต่หากใช้คำว่าประยุกต์เพื่อมาทดแทน น่าจะพอเป็นไปได้ในหลากหลายรูปแบบการใช้งานของหลายๆ คนนะครับ แอพพลิเคชั่นบน App Store หลากหลายตัว เริ่มที่จะประยุกต์มาทดแทนการใช้งานลักษณะต่างๆ ของคนหลายกลุ่มโดยไม่ต้องพึ่งเครื่องคอมพิวเตอร์ได้แล้ว งานเอกสารก็ทำได้ดีขึ้นมาก และ หากใครได้มีโอกาสใช้งาน iPad Pro ร่วมกับ Smart Keyboard แบบจริงจัง ก็จะพบว่า มันพิมพ์งานได้ดีไม่แพ้กับคีย์บอร์ดบนเครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วไปเลยแหละ

iPad Pro ตัวนี้ เลยเป็น iPad แรกในรอบหลายปี ที่ผมแนะนำว่า มันคู่ควรแก่การอัปเกรด iPad เครื่องเดิมขึ้นมาใช้รุ่นนี้ (และคุณผู้อ่านก็รู้ดี ว่ารุ่นนึงมันใช้งานได้ตั้งหลายปีแบบสบายๆ) เปิดราคาเริ่มต้นในรุ่น 64GB WiFi ขนาด 10.5 นิ้ว ที่ 24,500 บาท (อย่าลืมว่า แค่ราคาเริ่มต้นนี้ ก็ได้ความจุสูงถึง 64GB แล้วนะ) ราคาไม่รวมอุปกรณ์เสริมอื่นๆ เริ่มวางจำหน่ายในไทยแล้วตั้งแต่วันนี้ผ่านตัวแทนจำหนายช่องทางต่างๆ และ ออนไลน์ที่ https://www.apple.com/th/shop/buy-ipad/ipad-pro

ส่วนใครที่เห็นว่าราคาสูงจัง และไม่ค่อยได้ติดตามการอัปเดตของ iPad รุ่นต่างๆ อาจจะตกสำรวจไปว่า เมื่อต้นปีที่ผ่านมา Apple ได้มีการอัปเดต iPad รุ่นมาตรฐาน (ที่ไม่ใช่รุ่นโปร) มาแล้วครั้งหนึ่ง ใช้หน้าจอ 9.7 นิ้ว, ความละเอียดสูง, กล้องสวย, ตัวเครื่องบาง เปิดราคาเริ่มต้นแค่ 12,500 บาทด้วยครับ รุ่น iPad ธรรมดานี้ จะไม่มีฟีเจอร์ Pro ต่างๆ เช่น ความแรงอาจจะไม่สูงเท่า, หน้าจอไม่สวยเท่า, ไม่รองรับ Smart Keyboard และ ไม่รองรับ Apple Pencil นั่นเองครับ

พบกันใหม่รีวิวหน้า สวัสดีครับ

บทความโดย: อู๋ spin9

The following two tabs change content below.

Comments