เล่าประสบการณ์ ขับซูเปอร์คาร์แบบ ‘บุฟเฟ่ต์’ นับ 10 รุ่น ในงาน Michelin Pilot Experience

เมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้เป็นคนไทยเพียงหนึ่งเดียวเข้าร่วมงาน Michelin Pilot Experience สัมผัสสุดยอดประสบการณ์การขับรถยนต์ซูเปอร์คาร์หลากหลายรุ่น ทั้งในสนามแข่งและนอกสนามแข่ง บวกกับประสบการณ์สุดพิเศษด้วยอาหารระดับ Michelin Star ที่วันนี้ผมจะเอามาเล่าให้ฟังกันอย่างละเอียดเลยครับ

งานนี้จัดขึ้นภายใต้ชื่อ Michelin Pilot Experience ที่เมือง Palm Springs รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อเปิดตัวยาง Michelin Pilot Sport 4 S ยางรถยนต์ประสิทธิภาพสูงรุ่นล่าสุดของมิชลิน ที่ผลิตมาเพื่อรถยนต์สมรรถนะสูงในระดับซูเปอร์คาร์โดยเฉพาะ ซึ่งในงานนี้ ถือว่าเป็นงานแรกที่มิชลินได้เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนและ influencer จากทั่วโลกได้มีโอกาสขับขี่รถยนต์ที่ใช้ยางรุ่นนี้เป็นครั้งแรกอีกด้วย

บอกตามตรงว่า ก่อนร่วมงานนี้ ผมก็วาดภาพว่าน่าจะเป็นการเปิดตัวยางรถยนต์ทั่วๆ ไป มีรถยนต์ที่ใส่ยางรุ่นนี้ให้ขับทดสอบประสิทธิภาพ แต่พอเจองานจริงแล้ว ก็เซอร์ไพรส์อย่างรุนแรงครับ เพราะมิชลินจัดเต็มมากๆ กับงานนี้ โดยจัดรถซูเปอร์คาร์นับสิบคัน ให้เราได้ขับกันอย่างเต็มที่ โดยซูเปอร์คาร์ทุกรุ่น ล้วนแต่เปลี่ยนมาใช้ยาง Michelin Pilot Sport 4 S รุ่นใหม่นี้ เพื่อให้ทดสอบในสภาพที่ใกล้เคียงกับการใช้งานจริงมากที่สุด

ช่วงเช้า ตื่นมารับแสงตะวัน ด้วยไลน์อัพซูเปอร์คาร์ที่จอดรถให้เราเลือกขับได้ตามใจชอบครับ โดยจะออกเดินทางจากโรงแรม Ritz-Carlton Rancho Mirage ที่พักสุดหรูใจกลางทะเลทราย Desert Springs ไปยังอุทยานแห่งชาติ Joshua Tree National Park ซึ่งเป็นถนนผ่ากลางทะเลทราย เรียบเนียน ใช้ความเร็วได้เต็มที่ (แม้จะมีสปีดลิมิตก็ไม่ต้องสนใจ) ผมเลือกขับ Ferrari California T ก่อนเป็นลำดับแรก สตาร์ทรถแล้วลุยกันเลย

มิชลินไม่ได้เน้นว่าต้องเป็นการทดสอบยางกันจริงๆ จังๆ ครับ แต่เน้นประสบการณ์จากการได้ขับขี่ซูเปอร์คาร์หลากหลายรุ่นด้วยความมั่นใจมากกว่า โดยปล่อยให้เราได้ขับกันอย่างอิสระ ใช้ความเร็วเท่าที่อยากจะใช้ ในเส้นทางตลอด 50 ไมล์ มีจุดให้เปลี่ยนรถเป็นคันอื่นที่อยากขับได้อีกต่างหาก

ถึงจุดสลับรถ ผมเลือกเปลี่ยนไปขับ Audi R8 เจเนอเรชั่นล่าสุด เครื่องยนต์ 5.2 ลิตร V10 ความแรงกว่า 533 แรงม้า เป็นคันที่สอง ขับตามเส้นทางชมความงามของ Joshua Tree National Park กลางทะเลทรายด้วยเสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่ม ใช้ความเร็วในการขับขี่อย่างมีความสุข และอัดได้อย่างมั่นใจตลอดเส้นทาง

คันที่สามที่ผมเปลี่ยนไปขับ คือ Mercedes-Benz AMG C 63 Coupe โมเดลล่าสุดเช่นกัน เพื่อเดินทางจากภายใน Joshua Tree National Park ไปยังสนามแข่งรถ Thermal Raceway เพื่อไปสนุกกันต่อในสนามทดสอบสุดหรูระดับโลก ที่มีความยาวของสนามรวมมากกว่า 8 กิโลเมตร ได้รับความไว้วางใจให้เป็นศูนย์ทดสอบรถยนต์ของ BMW USA (BMW Performance Center West) และยังมีชมรมผู้ชื่นชอบการแข่งรถ Thermal Club ที่มีสมาชิกที่ใช้ซูเปอร์คาร์และไฮเปอร์คาร์หมุนเวียนเข้ามาแข่งขันในสนามแห่งนี้เป็นประจำ

ก่อนที่จะไปลงสนามกัน ทางมิชลินก็มีการจัด breifing กันเล็กน้อย เพื่อความปลอดภัย และเพื่อให้รู้จักกับพระเอกของงานตลอดวันนี้ นั่นก็คือยาง Michelin Pilot Sport 4 S ที่ดีไซน์มาเพื่อรถยนต์สมรรถนะสูงในระดับซูเปอร์คาร์โดยเฉพาะ โดยทีมวิศวกรของมิชลิน ที่บินตรงจากฝรั่งเศสมาร่วมงานนี้

Michelin Pilot Sport 4 S เป็นยางสมรรถนะสูง ที่มิชลินได้ออกมาใหม่ โดยตั้งเป้าให้เป็นตัวเลือกของรถยนต์ประสิทธิภาพสูงในตลาด ทั้งรถสปอร์ต และ รถซูเปอร์คาร์ทุกยี่ห้อ ถูกออกแบบด้วยเทคโนโลยีใหม่ ที่ช่วยให้ยางรถยนต์มีประสิทธิภาพในการยึดเกาะถนน โดยเฉพาะในพื้นผิวถนนแห้ง ซึ่งสามารถพิสูจน์ได้ว่ายาง Pilot Sport 4 S ช่วยให้รถแข่งหลากหลายรุ่น ทำเวลาในสนามแข่งได้ดีกว่ายางรถยนต์รุ่นอื่นๆ รวมถึงมีระยะเบรกที่สั้นกว่า นอกจากนี้ มันยังมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่ายางในระดับเดียวกันในท้องตลาดอีกด้วย

หลังจากที่ได้ฟังบรีฟฟิ่ง ก็ถึงเวลาที่เราจะได้สนุกกันในสนามทดสอบแล้วครับ ผมมีโอกาสได้ใช้รถยนต์ BMW M3 ในการขับในสนามทดสอบ โดยมีภารกิจแรก ในการขับไล่ตาม BMW M2 ของนักแข่งระดับโลก ที่ภารกิจนี้ ได้โชว์ศักยภาพของยางรถยนต์ Michelin Pilot Sport 4 S กันอย่างเต็มเหนี่ยวเลยครับ ผมเองเพิ่งจะได้ขับในสนาม Thermal Raceway นี้เป็นครั้งแรก (และเท่าที่ถามดู แทบจะทุกคนในงาน ก็เพิ่งจะมีโอกาสได้ขับในสนามนี้กัน เพราะเป็นสนามใหม่ และอยู่กลางทะเลทราย เดินทางค่อนข้างยาก) เป็นสนามกว้าง ใช้ความเร็วได้สูงมาก และมีโค้งที่ขับได้อย่างสนุก แต่ก็มีมุมอันตรายอยู่หลายโค้ง และดึงเอาสมรรถนะของทั้งยางรถยนต์ และตัวรถยนต์เองออกมาได้อย่างเต็มที่จริงๆ

จบจากภารกิจ BMW M แล้ว ก็มาเจอกับสถานี Autocross ครับ ซึ่งทางมิชลินได้เตรียมสนามเล็กๆ เอาไว้ให้ได้ทดลองขับรถยนต์ BMW 340i ที่ใส่ยาง Michelin Pilot Sport 4 S ในสนามพื้นที่เล็กๆ ทำทางเลี้ยวและทางโค้งไว้จำนวนมาก มีการฉีดน้ำลงบนพื้นสนามบางส่วนให้ได้ทดสอบประสิทธิภาพของยางรถยนต์บนถนนเปียกและถนนแห้ง

ส่วนท้ายของสนาม Autocross ทางมิชลินได้จัดทางตรงประมาณ 40 เมตรเอาไว้ เพื่อให้ทดสอบการเบรกจากความเร็วเกิน 100 km/h ลดลงมาจนรถหยุดนิ่ง ด้วยการกระทืบเบรกสุดแรง เพื่อตอกย้ำว่า ยางรถยนต์ Michelin Pilot Sport 4 S นั้น เป็นแชมป์ของการเบรกทางแห้ง (dry brake) ที่ใช้ระยะทางสั้นที่สุด ซึ่งตรวจวัดโดยเซนเซอร์ที่ได้ติดตั้งเอาไว้กับตัวรถ ที่จะเริ่มวัดจากความเร็ว 100 hm/h จนลดลงเหลือ 0

เพื่อพิสูจน์ให้เห็นภาพมากขึ้น มิชลินก็ใจกล้าให้ผมได้ทดสอบ “เปรียบเทียบ” กับยางยี่ห้ออื่นๆ ด้วยครับ โดยเตรียมรถยนต์ BMW 340i สเปกเดียวกันทุกอย่าง แต่ใช้ยางของคู่แข่งยี่ห้ออื่นๆ ในรุ่นท็อป (มากันครบ ทั้ง Pirelli P Zero Nero GT, Bridgestone Potenza S001, Continental Sportcontact 6, Goodyear Eagle P1 Asymmetric 3 และ Dunlop Sport Maxx RT 2) ให้ขับทดสอบในสนามเดียวกัน ภายใต้เงื่อนไขเดียวกันทุกอย่าง เพื่อดูความแตกต่างในการขับขี่ในโค้ง รวมถึงการขับขี่บนพื้นเปียกเพื่อจับอาการ และปิดท้ายด้วยการทดลองเบรกจากความเร็ว 100 km/h จนลดลงมาหยุดนิ่ง เพื่อเปรียบเทียบยระยะทางที่ยางนี่ห้ออื่นๆ ทำได้ เทียบกับ Michelin Pilot Sport 4 S กันให้เห็นกับตา ว่า Michelin สามารถเบรกได้ระยะทางที่สั้นกว่าจริงๆ จากการขับจริงๆ ทดสอบกันให้เห็นแบบไม่ต้องพึ่งพาตัวเลขในเอกสาร (ผู้ขับแต่ละคนเทสเสร็จ ก็เอาสติ๊กเกอร์มาแปะไว้บนกระดานครับ ว่ายางรุ่นไหน เบรกได้ระยะทางขนาดไหน ซึ่งเห็นภาพเลยว่า Pilot Sport 4 S ทำได้ดีกว่าอย่างชัดเจน)

สถานีทดสอบเปรียบเทียบนี่สร้างความตกใจให้กับผม ในฐานะที่มีโอกาสได้ร่วมงานเปิดตัว และทดสอบผลิตภัณฑ์ต่างๆ มาหลายต่อหลายงาน เพราะนี่ถือเป็นครั้งแรกๆ ที่เราได้เห็นความมั่นใจในผลิตภัณฑ์ตัวเอง ชนิดที่กล้านำคู่แข่งมาเปรียบเทียบให้เห็นแบบชัดๆ และจับต้องได้อย่างชัดเจนที่สุดงานหนึ่งเท่าที่ผมเคยเจอมาครับ ต้องยอมรับว่ามิชลินมั่นใจใน Pilot Sport 4 S ตัวนี้จริงๆ

ในงานนี้ผมมีโอกาสได้เจอกับ Mark Webber นักแข่งฟอร์มูล่าวัน ที่ให้เกียรติมาร่วมงาน Michelin Pilot Expereince ด้วยครับ พูดคุยกันสักพักก็พบว่า Mark ยังจำได้ดี ที่เคยมาขับรถยนต์ฟอร์มูล่าวันโชว์ที่ประเทศไทย บริเวณถนนราชดำเนิน และยังจำตอนที่มีโอกาสได้เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิอดุลยเดชฯ ได้เป็นอย่างดี

ยังไม่จบแค่นั้นนะครับ ตอนท้ายของการทดสอบ ทุกคนยังมีโอกาสได้ลงไปทดสอบในสนาม Thermal Raceway กันอีกครั้ง ด้วยรถซูเปอร์คาร์ที่แต่ละคนชื่นชอบ มากันครบทุกสัญชาติ เลือกได้ตามใจ โดยทุกคันใส่ยาง Michelin Pilot Sport 4 S ทั้งสิ้น เปิดโอกาสให้ลองกันอย่างเต็มที่ จะซัดกันกี่รอบก็ตามใจชอบจนกว่าตะวันจะลับขอบฟ้า เป็นอันหมดเวลาสนุกของวันที่มีแรงม้ามารวมตัวกันเยอะที่สุดวันหนึ่งในประวัติการทดสอบรถยนต์ของผม

แม้กระทั่ง Honda NSX รุ่นล่าสุดก็มา

ส่วนตัว ผมประทับใจกับ BMW M4 GTS ตัวแรง ที่ผลิตมาเป็นจำนวนจำกัด (เพียงไม่กี่ร้อยคันในโลก) เป็นอย่างมากที่สุดในงานนี้ เพราะนอกจากจะเป็นรถแรงหาขับได้ยากแล้ว ยังเปิดโอกาสให้ได้รีดประสิทธิภาพมาอย่างเต็มที่ในสนามแข่งที่สวยงาม เรียกได้ว่า ระดับโลก ทั้งรถยนต์ สนาม และ ยางที่ใช้ในการทดสอบครับ

ความพิเศษ ไม่ได้จบลงที่ตะวันลับขอบฟ้าไปเท่านั้น แต่ Michelin ได้เตรียมดินเนอร์มื้อพิเศษสุดเอาไว้ต้อนรับด้วย chef ระดับ Michelin Star 3 ดาว ซึ่งในค่ำคืนนั้น ได้รับเกียรติจาก Clare Smyth ซึ่งเป็นถึงหัวหน้าเชฟของ Gordon Ramsey และเป็นเชฟมือรางวัลระดับโลก เคยได้รับรางวัล Chef of the Year จาก The Good Food Guide และเป็นเชฟผู้หญิงคนแรก และ คนเดียวในอังกฤษ ที่ได้รับการรับรองในร้านอาหารระดับมิชลิน 3 ดาว

สุดยอด สมกับเป็นอีเวนต์ระดับโลก เปิดตัวผลิตภัณฑ์ระดับโลก และ อาหารมื้อพิเศษสุดๆ ที่คงจะมีเพียง Michelin เท่านั้นที่จะรังสรรค์ทุกอย่างออกมาแบบนี้ได้ครับ แม้ว่าทั้งหมดที่ผมเล่าให้ฟังนี้ อาจจะไม่สามารถวาดภาพออกมาได้เหมือนกับประสบการณ์ที่ผมได้รับมาจริงๆ ตลอดหนึ่งวันเต็มๆ ที่ Palm Springs ในวันนั้น แต่สิ่งที่บอกได้อย่างชัดเจน คือ Michelin มีความมั่นใจใน Pilot Sport 4 S เป็นอย่างมาก และ บรรดา influencer, นักแข่ง, และสื่อมวลชนที่ได้เข้าร่วมทดสอบในงาน Pilot Sport Experience ก็เห็นพ้องต้องกันครับ

ยาง Michelin Pilot Sport 4 S จะเข้ามาเปิดตัวและทำตลาดในประเทศไทย เร็วๆ นี้ครับ

ขอขอบคุณ
มิชลิน

บทความโดย
อู๋ @spin9

The following two tabs change content below.

Comments