รีวิว Etihad ‘Business Studio’ ชั้นธุรกิจที่ไม่มีความทัดเทียม (B77W/A380)

สวัสดีครับ รีวิววันนี้ผมจะพาไปขึ้น Business Class บนสายการบิน Etihad สายการบินแห่งชาติของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่ตอนนี้กำลังรุกขยายเส้นทางบินทั่วโลก และสามารถทำราคาได้อย่างน่าสนใจมากๆ จนถูกเลือกเป็นช้อยส์ของคนไทยหลายคนในการเดินทางไปยังหลายเมืองในยุโรป ชนิดที่ยอมเสียเวลาต่อเครื่องที่อาบูดาบีอีก 2-3 ชั่วโมงครับ

Disclosure: บทความนี้ เขียนจากประสบการณ์ตรงของผู้เขียน และไม่ได้รับการสนับสนุนใดๆ จากสายการบินหรือตัวแทนที่เกี่ยวข้อง

เส้นทางที่ผมจะพาบินวันนี้ เป็นเส้นทางกรุงเทพ – ลอนดอนครับ โดยต้องทำการเปลี่ยนเครื่องที่สนามบินอาบูดาบี ฐานบัญชาการของสายการบิน Etihad ซึ่งมีการขยับขยายสนามบินให้ใหญ่โตขึ้นมาก และ เป็นจุดเชื่อมต่อไปยังเมืองต่างๆ ทั่วโลกกว่า 90 เมือง (แม้ยังเป็นรอง Emirates อยู่มาก แต่ก็ถือว่าใหญ่โตทีเดียวครับ)

ปัจจุบัน Etihad ทำการบินจากสุวรรณภูมิ (BKK) ไปยังสนามบินอาบูดาบี (AUH) ทุกวัน วันละ 4 เที่ยวบินเลยล่ะครับ (ยกเว้นวันอาทิตย์ ที่มี 3 เที่ยวบิน) รวมถึงยังมีการบินตรงจากภูเก็ต (HKT) ไปอาบูดาบี (AUH) อีกวันละ 1 เที่ยวบินด้วย และสามารถไปเปลี่ยนเครื่องที่ AUH เพื่อต่อไปยังจุดหมายมากมายทั่วโลก ในราคาที่ย่อมเยากว่าสายการบินที่ทำการบินตรงอยู่พอสมควร Etihad เลยเป็นตัวเลือกที่คนไทยเรามักจะมีโอกาสได้ใช้บริการอยู่เป็นประจำครับ ส่วนใครที่ยังไม่มีโอกาสได้ลอง หรือ ยังไม่กล้าลองสายการบินตะวันออกกลางแบบนี้ ตามผมมาดูรีวิวนี้กันครับ

Flight: EY407

Route: BKK-AUH
Date: 21 Jan 2017
Departure Time: 01:55
Arrival Time: 05:55
Duration: 7 hr
Seat: 9A
Class: Business Class
Aircraft: Boeing 777-300ER
Registration: A6ETF

เที่ยวบินนี้ เริ่มจากสุวรรณภูมิ ออกเดินทางในเวลาดึก เกือบตีสองครับ ซึ่งจุดเด่นของสายการบินตะวันออกกลาง (ทั้ง Etihad และ Emirates) ก็คือจะมีบริการรถรับส่งฟรี จากหน้าบ้านเราไปยังสนามบินสุวรรณภูมิ และ จากสนามบินปลายทาง ไปยังจุดหมาย ที่อาจจะเป็นโรงแรม หรือบ้านพักก็ได้ ตามเงื่อนไขที่สายการบินกำหนด (คือระยะทางไม่เกินกว่าในเงื่อนไข แต่ส่วนมากก็จะไม่เกินอยู่แล้ว) โดยการเดินทางครั้งนี้ จากกรุงเทพไปยังอาบูดาบีจะเป็นเครื่องบินแบบ Boeing 777-300ER ​(Business Class แบบปกติ) และจากอาบูดาบี ไปยังลอนดอนจะเป็นเครื่องบินแบบ Airbus A380-800 ที่ใช้ที่นั่งคนละแบบกัน (Business Studio) ผมเลยขออนุญาตรวบยอด รีวิวให้ชมทั้งสองแบบ เพื่อที่จะได้เห็นภาพ ว่าหากเราจอง Etihad และต่อเครื่องไปยังจุดหมายปลายทาง จะได้รับประสบการณ์แบบไหนบ้างนะครับ

Etihad Chauffeur

เริ่มจากหน้าบ้านเลยครับ บริการ Etihad Chauffeur นี่เราสามารถทำการจองล่วงหน้าได้ หากเดินทางด้วยชั้น Business Class หรือ First Class โดยสามารถกดจองได้จากหน้าเว็บ หรือจะโทรไปจองที่คอลเซ็นเตอร์ก็ได้ครับ ระบุที่อยู่ที่จะให้มารับให้ชัดเจน จากนั้น ก่อนวันเดินทางจะมีเจ้าหน้าที่โทรเข้ามายืนยัน และเมื่อถึงเวลาเดินทาง ก็จะมีเจ้าหน้าที่โทรมาอีกครั้ง ซึ่งจากประสบการณ์การใช้ Etihad Chauffeur มาหลายครั้ง เจ้าหน้าที่จะมาถึงก่อนเวลาค่อนข้างมากเลยล่ะครับ ไม่ต้องห่วงว่าจะตกเครื่อง (แต่จะห่วงว่าไปถึงสนามบินก่อนเวลาค่อนข้างนาน)

รถยนต์ที่ใช้มารับ ส่วนมากจะเป็น Mercedes-Benz E-Class ครับ (มีบางครั้งผมได้ BMW 5 Series บ้างนิดหน่อย) เจ้าหน้าที่บริการสุภาพเรียบร้อย ในรถมีน้ำดื่ม และผ้าเย็นให้บริการ ขับถึงสุวรรณภูมิที่หน้าประตูโซนเช็คอินของ Etihad พอดี ลากกระเป๋าเข้าไปนิดเดียวก็เช็คอินได้เลย สะดวกมากๆ ครับ

Check-in

ขั้นตอนการเช็คอินที่สนามบินสุวรรณภูมิ ก็ไม่มีอะไรพิเศษครับ มีการแบ่งช่องของ Business Class เอาไว้ต่างหาก และเดินทางมาด้วยรถของ Etihad Chauffeur นี่ทำให้มาถึงสนามบินก่อนเวลาเดินทางพอสมควร (เกือบสามชั่วโมงเลย) จึงทำให้ไม่มีคิวรอเช็คอินครับ สะดวกรวดเร็วเป็นอย่างดี พอเช็คอินเสร็จ ได้จะได้รับบอดดิ้งพาส, บัตร Premium Lane สำหรับเข้าตรวจ ตม. ในช่องพิเศษ และ บัตรเข้าใช้เลานจ์ Louis Tavern

Louis Tavern CIP Lounge, Suvarnabhumi Airport

Etihad ไม่ได้ทำเลานจ์ของตัวเองที่สุวรรณภูมิครับ แต่ได้จัดเลานจ์ของ Louis Tavern CIP / Miracle Lounge ให้ผู้โดยสาร Business Class และ First Class ได้ใช้บริการเอาไว้ (มันคือเลานจ์เดียวกับเลานจ์ Priority Pass) ซึ่งโดยรวมก็เป็นเลานจ์มาตรฐาน มีอาหารร้อน ขนม เครื่องดื่มครบถ้วน และที่นั่งรอ แต่วันที่ผมไปนี่เลานจ์คนค่อนข้างเยอะ เพราะเลานจ์ CIP นี่สามารถเข้าใช้ด้วยบัตรประเภทต่างๆ รวมถึงแชร์กันใช้หลากหลายสายการบิน จึงน่าจะเป็นข้อด้อยของ Etihad ที่เดินทางออกจากกรุงเทพอยู่พอสมควรนะครับ รอบนี้ผมเข้าไปเดินวนๆ แล้วก็ออกมาใช้เลานจ์ของการบินไทยด้วยสิทธิ์ของบัตร AMEX Platinum แทน เพราะมีที่นั่งได้สบายๆ กว่าเยอะ และอาหารมีตัวเลือกมากกว่าพอสมควร

Boarding

ขั้นตอนการเรียกขึ้นเครื่อง ก็จะมีการเรียกผู้โดยสาร Business Class ขึ้นก่อนตามปกติครับ ตรงนี้ไม่มีอะไรพิเศษ และเวลาที่ขึ้นเครื่องก็ดึกมากๆ แล้ว (เกือบตีสอง) ฟิลลิ่งตอนนี้คืออยากรีบขึ้นไปเอนหลังนอนเสียมากกว่า ตอนเดินมาถึงเกต เกตเปิดช้ากว่าเวลาที่ระบุ เลยมีความวุ่นวายยืนรอกันหน้าเกตนิดหน่อยครับ

On-board

ขึ้นเครื่อง Boeing 777-300ER มาแล้ว ก็จะพบกับที่นั่ง Business Class จัดเรียงแบบ 1-2-1 สลับวางที่นั่งเยื้องกันในแต่ละแถว โดยทุกที่นั่งติดกับทางเดิน มีความเป็นส่วนตัวในทุกที่นั่ง

รอบนี้ผมได้ที่นั่ง 9A ริมหน้าต่างครับ ทาง Etihad เลือกการตกแต่งด้วยโทนสีเข้มพอสมควร ดูเผินๆ จะรู้สึกว่ามันเก่าๆ หน่อย ปุ่มและอุปกรณ์ต่างๆ  เริ่มลอกให้เห็นบ้างแล้ว

ปัญหาของที่นั่ง Etihad บนไฟลต์นี้ก็คือ มันค่อนข้างแคบเมื่อเทียบกับ Business Class ที่จัดวางแบบ 1-2-1 ของสายการบินอื่นๆ ครับ ที่วางเท้าถูกเบียดจากกรอบที่นั่งของแถวหน้า และยังมีโต๊ะพับที่กินพื้นที่ไปอีกเล็กน้อย

นี่แหละครับ เฉพาะส่วนของที่นั่ง ไม่ใหญ่โตอย่างที่คิด ออกจะเล็กกว่า Business Class ของหลากหลายสายการบินเลยทีเดียว (แต่อย่าเพิ่งผิดหวัง ให้รอดูของ A380 ด้านล่างของรีวิวนี้ก่อนนะครับ)

ทุกที่นั่งจะมีหมอน และผ้าห่มนวมขนาดใหญ่วางเอาไว้ให้ครับ ส่วนกระดาษเล่มที่เห็นคือเมนูอาหาร / เครื่องดื่ม ที่เตรียมพร้อมให้เลือกดูได้เลยทันทีที่ได้ที่นั่ง

ด้านข้างที่นั่ง เป็นปุ่มปรับ seat ที่ปรับได้ละเอียดพอสมควร มีทั้งปุ่มปรับแบบแยกยิบย่อย และปุ่มปรับแบบลัด / ปุ่มปรับนวด และยังเป็นตำแหน่งของปุ่มเปิดปิดไฟด้วย

รีโมทควบคุมความบันเทิง ถูกติดไว้ด้านข้างที่นั่งเช่นกัน เป็นรุ่นเก่ามากครับ กดจริงๆ ใช้ยากเอาเรื่อง เพราะบางอันต้องเลื่อน cursor ไปปรับบนหน้าจอ แต่บางอันต้องปรับจากรีโมทโดยตรง กว่าจะเข้าใจก็ใช้เวลาเยอะอยู่

ข้อเสียยิ่งใหญ่ของที่นั่ง Etihad Business Class บน Boeing 777-300ER ลำนี้ คือมันไม่มีที่วางของอะไรเลยครับ แม้แต่ช่องเล็กๆ หรือช่องวางกระเป๋าก็ไม่มี ที่วางเท้าด้านหน้า แค่ถอดรองเท้าก็ยังไม่มีที่จะวางเลย ช่องเล็กแบบนั้น วางอะไรไม่ได้เลยครับ ด้านข้างที่นั่ง ที่ปกติสายการบินอื่นๆ จะมีข่องให้วางของบ้าง อันนี้ไม่มีเลยแม้แต่ช่องเดียว

ด้านล่างของจอภาพ มีช่องสำหรับเสียบชาร์จอุปกรณ์ USB มาให้ แต่เสียบแล้วก็ไม่รู้จะเอาโทรศัพท์ไปห้อยไว้ตรงไหนนะครับ ไม่มีที่วางจริงๆ

ชุดกระเป๋า amenity ที่ให้มา เป็นของ LUXE City Guides เป็นผ้าบุโฟมนุ่มๆ สีสันสดใส

ด้านใน พวก skin care จะเป็นของ Scaramouche + Fandango ครับ แพ็กอยู่ในซองดีไซน์เก๋แยกๆ กันไว้อย่างสวยงาม จะมีขัดใจก็ลวดลายของกระเป๋าด้านนอกที่สีสันแป๋นแหลนเกินไปนิด

เมนูอาหาร และ ลิสต์เครื่องดื่มของไฟลต์นี้ ก็ประมาณนี้ครับ ข้อดีของการเสิร์ฟบน Business Class ของ Etihad คือจะเป็นการเสิร์ฟตามความต้องการ 100% ไม่ได้จัดเป็นมื้อ และไม่ได้จัดเป็นเวลาที่แน่นอนในการเสิร์ฟเอาไว้ (ต่างจากหลายสายการบิน ที่จะเสิร์ฟผู้โดยสารทุกคนตามเวลาที่กำหนดเอาไว้แล้ว ถ้าพลาดก็พลาดเลย อดกินตามเมนูต้องไปสั่งอะไรเล็กๆ อย่างอื่นแทน) ผู้โดยสารแต่ละคนสามารถเลือกได้ตามใจชอบเลย ว่าจะนอนพักก่อนค่อยตื่นมากิน หรือกินก่อนแล้วค่อยพักผ่อนก็สามารถบอกได้ตามความต้องการ จะสั่งเป็นมื้อใหญ่ทั้งมื้อ หรือจะเอาแค่ทานเล่น ก็เลือกได้จากเมนูเลยครับ

เครื่องดื่ม welcome drink ก่อนขึ้นเครื่อง ผมเลือกรับเป็นแชมเปญ ซึ่ง Etihad เลือกเสิร์ฟ Billecart-Salmon NV Brut สำหรับผู้โดยสาร Business Class เสิร์ฟมาในแก้วแชมเปญสวยงาม

เนื่องจากไฟลต์นี้เป็นไฟลต์ดึก เทคออฟขึ้นไปแป๊บเดียว ผมก็กดเก้าอี้แปลงเป็นเตียงนอนราบ หลับยาวเลยครับ เลือกให้อาหารมาเสิร์ฟอีกทีก็เป็นมื้อเช้าก่อนเครื่องแลนด์ที่ Abu Dhabi เลย ผมเลือกรับเป็นข้าวต้มกุ้ง หน้าตาประมาณแบบที่เห็น ส่วนรสชาติ … เต็มสิบนี่เอาไปสามแต้มพอ… มันไม่อร่อยจริงๆ

ขออนุญาตกระโดดไปรีวิวต่ออีกไฟลต์ ในช่วง Abu Dhabi ไปยัง London นะครับ ที่ Etihad ใช้เครื่องบินแบบ Airbus A380-800 มีความใหม่ของชั้น Business Class มากกว่า กว้างขวางกว่า และได้รับชื่อเฉพาะเป็นชื่อ Business Studio ซึ่งเป็นตัวชูโรงของ Business Class ของ Etihad ในตอนนี้เลยครับ

Flight: EY19

Route: AUH-LHR
Date: 21 Jan 2017
Departure Time: 08:00
Arrival Time: 12:05
Duration: 7 hr 5 mins
Seat: 20A
Class: Business Class
Aircraft: Airbus A380-800
Registration: A6APG

ทันทีที่ก้าวขาขึ้นมาบนเครื่องบิน Airbus A380 ของ Etihad ที่จะพาเราเดินทางไปลอนดอน ก็พบกับความแตกต่างจาก Business Class ของ Boeing 777-300ER ลำที่เราใช้เดินทางมาจากกรุงเทพอย่างชัดเจนมากๆ เลยครับ ทั้งความใหม่ของเคบิน และ ความกว้างขวางของการจัดวางที่นั่ง ให้ความรู้สึกราวกับเป็นคนละสายการบินกันเลย

ภาพ: seatguru.com

การจัดวางที่นั่งบน Airbus A380 นี่ยังคงจัดแบบ 1-2-1 โดยทุกที่นั่งติดกับทางเดินครับ แต่ที่นั่งใหญ่กว่าบน Boeing 777-300ER ค่อนข้างมาก มีแผงกั้นให้มีความส่วนตัว โดยเฉพาะที่นั่งริมหน้าต่าง อย่างรอบนี้ผมได้ที่นั่ง 20A พอเข้ามานั่งแล้วรู้สึกส่วนตัวมากๆ แต่ขอเตือนให้ดูผังดีๆ เพราะที่นั่งในแถว C, D, G, H จะนั่งกลับหลังทั้งหมดนะครับ

ที่นั่งสวยงาม ใหญ่โต หรูหรา ใหม่เอี่ยม น่านั่ง ผิดหูผิดตาจากไฟลต์แรกราวกับเป็นคนละสายการบินกันเลยล่ะครับ

อันนี้คือที่นั่งแบบเต็มๆ ผมว่า Etihad ทำ Business Studio ได้สวยงามมากครับ

ด้านหน้า เป็นหน้าจอความบันเทิงขนาดใหญ่ มีช่องสอดขาอยู่ด้านล่าง และบริเวณแผงริมหน้าต่าง ยังมีช่องเก็บของให้ได้ใช้งานแบบเหลือๆ จะเก็บกระเป๋าสะพาย หรือเก็บของอะไรตรงนี้ก็สะดวกมากครับ เพราะไม่ต้องลุกออกจากที่นั่งขึ้นไปหยิบกระเป๋าบนช่องเหนือศีรษะ

หมอน และ ผ้าห่มนวมที่ให้มานี่ให้มาอย่างหนา และนุ่มสบาย

ชุดกระเป๋า amenity ยังคงใช้ของ LUXE City Guides แบบเดียวกับที่ได้รับมาในไฟลต์แรก แต่สีสันของกระเป๋าก็จะเปลี่ยนไปตามแต่ละที่นั่งครับ ผมลองสังเกตดู แต่ละคนจะได้คนละสีกัน แต่ของข้างในก็จะเหมือนกันหมด

ด้านข้างที่นั่ง บริเวณขอบโต๊ะจะเป็นปุ่มปรับ seat ที่เป็นลักษณะของปุ่ม shortcut ปรับได้แบบง่ายๆ เร็วๆ หรือถ้าจะปรับแบบละเอียด ต้องไปกดปรับจากหน้าจอเล็กๆ ข้างๆ ที่เก็บรีโมตคอนโทรล

รีโมตคอนโทรล เป็นรีโมตแบบมีหน้าจอทัชสกรีนครับ สามารถดูคอนเทนต์แยกจากหน้าจอใหญ่ หรือแยกเป็นส่วนของการควบคุมหน้าจอได้แบบเข้าใจง่ายๆ และที่ผมชอบที่สุด คือ หน้าจอความบันเทิงของ Etihad นี่สามารถรับชมทีวีแบบสดๆ ได้หลายช่อง โดยเฉพาะช่องข่าว พวก CNN, BBC นี่ก็มีให้ครบถ้วน

นั่งเล่นได้สักพัก พนักงานนำ welcome drink มาเสิร์ฟให้ เป็นแชมเปญ Billecart-Salmon NV Brut ตัวเดียวกับไฟลต์แรกที่เดินทางมาจากกรุงเทพ เสิร์ฟมาในแก้วแชมเปญสวยงามเช่นเดิม

พอเครื่องเทคออฟได้สักพัก พนักงานก็นำผ้ามาปูโต๊ะ เพื่อเสิร์ฟอาหารที่เราได้เลือกไว้ โดยผมเลือกรับ Steak Sandwich เป็นมื้อแรก และ Etihad ก็ทำได้ไม่เลวเลยครับกับเมนูนี้ ขนมปังแซนด์วิชนุ่มกำลังพอดี อุ่นมาร้อนๆ กับสเต๊กที่สอดไส้ มีผัก และชีส เข้ากันได้ดีเลย

The Lobby

ความเจ๋งของ Business Class บน Airbus A380 ของ Etihad ก็คือ มันมีโซนที่เรียกว่า ‘Lobby’ ด้วยครับ เป็นพื้นที่นั่งคุย โดยเป็นโซฟาโค้งๆ มีบาร์เครื่องดื่ม และหน้าจอความบันเทิงให้บริการ โซนนี้ผู้โดยสาร Business Class (หรือ First Class) สามารถเดินมานั่งเล่น นั่งคุยกันได้ ในกรณีที่เดินทางมาหลายคนก็มานั่งเล่นกันโซนนี้ จะได้ไม่เสียงดังรบกวนผู้โดยสารคนอื่นๆ หรือถ้าเดินทางคนเดียวก็อาจจะได้เพื่อนใหม่บนเครื่องบินที่โซนนี้ก็เป็นได้ เก๋ดีนะครับ

Lavatory

ห้องน้ำบน Airbus A380 นี่ตกแต่งได้แปลกตาครับ มาในโทนสีดำ และใช้ไฟสีส้มแดง มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบถ้วน และ amenity ในห้องน้ำก็เป็นของ Scaramouche + Fandango เช่นเดียวกับที่ให้มาในชุดกระเป๋า amenity ทุกที่นั่ง

In-flight Cuisine

ผมเอนหลังพักผ่อน ดูทีวี และหลับไปได้อีกนิดหน่อย (เพราะหลับไปอย่างเยอะแล้วในไฟลต์แรก) ก็จะได้เวลาของอาหารเมนคอร์สชุดใหญ่ครับ โดยพนักงานจะเดินมาสอบถามว่าจะเลือกรับเลยหรือไม่ แล้วค่อยนำผ้ามาปูโต๊ะให้ ซึ่งการเสิร์ฟนี่จะไม่ได้เดินเสิร์ฟพร้อมกันทั้งเคบินนะครับ เราเลือกเวลาได้เลย ไม่จำเป็นต้องรอเสิร์ฟพร้อมกัน ผู้โดยสารคนไหนอยากนอนหลับยาวๆ หรือจะเลือกทานอะไรเวลาไหน ก็เลือกได้ตามใจชอบ

เริ่มจากซุปฟักทองครับ อุ่นมาร้อนๆ เสิร์ฟมาพร้อมกับขนมปังหลากหลายชนิด และน้ำส้มคั้นสด (ขอบจานเลอะไปหน่อย เจอ turbulence ไปแบบเบาๆ) ซุปฟักทองหวานแสบคอมาก โดยรวม ไม่ผ่านครับ

อาหารจานหลัก เป็นข้าวหมกแซฟฟร่อน (สไตล์เปอร์เซีย) กับแซลมอนชิ้นใหญ่ ราดซอสสมุนไพร ส่วนตัวผิดหวังกับเมนูข้าวพอสมควร อาจเป็นเพราะเราชินกับการหุงข้าวแบบไทยๆ ที่ให้ความหอม และเม็ดข้าวมีความเหนียวนิดๆ มากกว่าข้าวร่วนๆ แบบนี้ ส่วนปลาก็รสชาติจืดชืดธรรมดามากๆ … ไม่ผ่านอีกเช่นกัน

ของหวาน เป็นไอศครีม แปะมาด้วยคุกกี้ด้านบนครับ หรือจะเลือกรับเป็นพวกผลไม้สด ชีส และชา กาแฟร่วมด้วยก็ได้

ก่อนแลนด์ พนักงานเดินมาแจกบัตร Fast Track สำหรับเข้าช่องตรวจ ตม. แบบด่วนที่สนามบิน London Heathrow ที่จะช่วยลดเวลาการตรวจคนเข้ามืองที่สนามบินแห่งนี้ไปได้ค่อนข้างมากเลยครับ (คิวปกตินี่บางทีต้องรอกันเป็นชั่วโมง) เป็นอันเสร็จสิ้นการเดินทาง

Etihad Chauffeur

หลังจากที่รับกระเป๋าที่สายพานแล้ว ก็จะมีเจ้าหน้าที่ของ Etihad ถือป้าย Etihad Chauffeur เพื่อให้บริการรับรับส่งจากสนามบินไปยังโรงแรมที่พัก (ต้องทำการจองรถมาล่วงหน้านะครับ) รอบนี้ผมได้เป็นรถตู้เบนซ์คันใหญ่ไปส่งถึงหน้าโรงแรมเลย (ทั้งๆ ที่นั่งมาแค่คนเดียว) ประหยัดค่ารถ นั่งสบาย และไม่ต้องลากกระเป๋าไกลๆ ไปขึ้นรถไฟอีกด้วย สะดวกดีครับ

สรุป

Etihad ยังเป็นสายการบินตะวันออกกลางที่มีความได้เปรียบเรื่องฮาร์ดแวร์ และ ราคาตั๋วอย่างมากในตลาดปัจจุบันนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจุดหมายในทวีปยุโรป และ อเมริกาเหนือฝั่งตะวันออก ที่ทำราคาได้ดีกว่าหลากหลายสายการบินพาณิชย์ทั่วไปอยู่พอสมควร แม้ว่าจะไม่ได้มีจุดเด่นที่การบริการสักเท่าไหร่ก็ตาม แต่อย่างน้อย มันก็เป็นสายการบินที่ใช้ฮาร์ดแวร์ระดับชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็นตัวเครื่องบิน, ที่นั่ง, เครื่องนอน หรือ amenity ก็ตาม

จากรีวิว จะเห็นได้ว่า Business Class บน Airbus A380 ของ Etihad สวยงามน่านั่งกว่าบน Boeing 777-300ER แบบผิดหูผิดตานะครับ น่าเสียดายที่เส้นทางออกจากสุวรรณภูมิ ไปยังอาบูดาบีนั้น ใช้ Boeing 777-300ER ทั้งหมด ผู้โดยสารคนไทย จึงจะได้เจอกับที่นั่ง Business Class แบบที่ไม่ค่อยสวยงามนักในไฟลต์ช่วงแรกเสมอ แล้วจึงจะได้เปลี่ยนไปเป็น Airbus A380 เมื่อเปลี่ยนเครื่องไปยังจุดหมายในบางเส้นทางที่ใช้ A380 หรือถ้าเส้นทางไหน Etihad เลือกใช้ Boeing 777-300ER ต่อ ก็อาจจะไม่ได้เจอกับ Business Studio เลยก็เป็นได้ (ผมว่า Etihad ควรเร่งปรับปรุงที่นั่ง Business บน Boeing 777-300ER ให้ดูดีขึ้นได้แล้ว)

ส่วนเรื่องที่ Etihad เด่นมาก ก็คือบริการ Etihad Chauffeur ที่กล้าให้กับผู้โดยสาร Business Class และ First Class ทุกคน มีรถลีมูซีนมารับถึงหน้าบ้าน ไปส่งที่สนามบินสุวรรณภูมิ และจากสนามบินปลายทาง ไปส่งถึงหน้าโรงแรม บวกกับเที่ยวบินขากลับอีก รวมเป็นฟรีรถรับส่งมากถึง 4 เที่ยว ถ้าคิดเป็นเงินก็มูลค่าหลายพันบาทเลยล่ะครับ

ส่วนที่ไม่ค่อยถูกใจนัก บน Etihad คืออาหารแหละครับ ผมมีโอกาสได้ใช้บริการ Etihad มาหลายครั้ง ได้ลองอาหารหลากหลายเมนู ก็พบว่าหาที่ถูกใจ (หรือถูกปาก) ได้น้อยมาก และเท่าที่สอบถามเพื่อนๆ คนไทยด้วยกัน ก็ได้ความเห็นคล้ายๆ กัน คือมันไม่ค่อยถูกปาก หรือบางเมนูก็ถึงขั้นไม่อร่อยเลยทีเดียว เทียบกับสายการบินสัญชาติเอเชียแถบๆ บ้านเราแล้ว สู้กันได้ยากเอาเรื่องครับ

อย่างไรก็ตาม ด้วยระดับราคาที่ Etihad แข่งขันได้ดี มันก็จะยังเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอยู่แหละครับ เพราะถึงลึกๆ แล้ว ผู้โดยสารจะชอบเดินทางด้วยเที่ยวบินตรงแบบไม่เปลี่ยนเครื่องมากกว่าก็ตาม เพราะประหยัดทั้งเวลา และยังเดินทางได้แบบไม่เหนื่อยมาก นอนรวดเดียวถึงปลายทางเลย ไม่ต้องมานอนทีละนิดละหน่อย ตอนลงไปรอเปลี่ยนเครื่อง 2-3 ชั่วโมงก็หลับไม่ได้ แต่แลกกับค่าตั๋วที่ถูกกว่ากันหลายหมื่นบาท ก็มาจบที่ Etihad กันทุกที และประสบการณ์ที่ได้รับจากเที่ยวบินโดยรวมก็ไม่ได้แย่อะไรเสียด้วย 🙂

พบกันใหม่รีวิวหน้านะครับ สวัสดีครับ

The following two tabs change content below.
spin9
อู๋ spin9, MINI lover, Frequent flyer, Content creator, Founder of spin9.me, MINI-TH.com , พิธีกรรายการ DigiLife ทาง Nation TV, UK and German alumni. email: spin9.me@gmail.com

Comments