รีวิว First Class สายการบิน ANA สุดยอดความหรูหราแบบญี่ปุ่น

สวัสดีแฟนๆ spin9.me อีกครั้งครับ วันนี้ผมกลับมาพร้อมกับรีวิว First Class ของสายการบิน ANA หรือ All Nippon Airways สายการบินเอกชนสัญชาติญี่ปุ่น ที่เป็นสายการบินโปรดของใครหลายคน และโปรดักต์ First Class ของ ANA ก็รังสรรค์ออกมาได้อย่างสุดยอด ไม่เสียชื่อ และคงเอกลักษณ์ของความหรูหราในสไตล์ญี่ปุ่นได้อย่างสมบูรณ์แบบจริงๆ

Disclosure: บทความนี้ เขียนจากประสบการณ์ตรงของผู้เขียน และไม่ได้รับการสนับสนุนใดๆ จากสายการบินหรือตัวแทนที่เกี่ยวข้อง

สายการบิน ANA เป็นหนึ่งในสายการบินโปรดของผมเลยครับ ด้วยความที่เป็นสายการบินญี่ปุ่นที่เรามักจะคาดหวังความสมบูรณ์แบบได้อย่างดี และ ANA ก็เป็นหนึ่งในสมาชิกในกลุ่ม Star Alliance ที่เราสามารถสะสมไมล์ร่วมกับ Royal Orchid Plus ของการบินไทยได้อีกด้วย ผมมีโอกาสได้ใช้บริการ ANA หลายครั้งในรอบปีที่ผ่านมา และส่วนมากจะเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ผมใช้ในการเดินทางไปยังทวีปอเมริกาเหนือครับ เนื่องจาก ANA มีจุดหมายไปยังหลายเมืองในอเมริกา รวมถึงเราสามารถแวะพักที่โตเกียวได้ เพื่อซื้อของฝากในสนามบิน หรือจะแวะนอนสัก 2-3 คืนแบบ stopover อย่างที่ผมทำในทริปล่าสุดนี้

ก่อนที่จะไปชมรีวิว First Class ของ ANA ต้องออกตัวก่อนครับ ว่าเที่ยวบินนี้ ผมเดินทางต่อจากเที่ยวบินของการบินไทย (TG676 BKK-NRT) และได้เปลี่ยนเป็น ANA ด้วยไฟลต์ NH6 เส้นทางโตเกียวนาริตะ – ลอสแองเจลิส ที่ผมจะเล่าให้ฟังอย่างละเอียดกันในรีวิวนี้ ตอนเช็กอินที่สุวรรณภูมิ ก็จะได้ boarding pass สองใบ ยาวจากกรุงเทพฯ ไปถึงลอสแองเจลิสเลย

Flight: NH6

Route: NRT-LAX
Date: 15 Nov 2016
Departure Time: 17:00
Arrival Time: 09:45
Duration: 9 hr 45 mins
Seat: 2A
Class: First Class
Aircraft: Boeing 777-300ER
Registration: JA781A

เที่ยวบินนี้ ออกจากสนามบินนาริตะตอนเย็น และจะไปถึงลอสแองเจลิสในช่วงสายๆ ของวันเดียวกันครับ ซึ่งเป็นไฟลต์อเมริกาที่ผมชอบ เพราะถ้านับตั้งแต่เดินทางออกจากไทยในตอนเช้า ก็จะไปถึงอเมริกาในตอนเช้าของวันเดียวกัน หากได้นอนพักผ่อนบนเครื่องบินอย่างเพียงพอ ก็จะไปลุยต่อที่อเมริกาได้แบบไม่ต้องปรับเปลี่ยนเวลาอะไรมากนัก เที่ยวบินนี้ใช้เวลาเดินทางทั้งสิ้น 9 ชั่วโมง 45 นาทีครับ (ไม่มีรีวิวในขั้นตอนการเช็กอินนะครับ เพราะเป็นการ transit)

ANA Suite Lounge, Narita International Airport

เลานจ์ที่สนามบิน Narita ถูกแบ่งเอาผู้โดยสาร First Class แยกออกมาต่างหากเลยครับ โดยใช้ชื่อเลานจ์ว่า ANA Suite Lounge (ในขณะที่ของ Business Class จะชื่อ ANA Lounge เฉยๆ) จากการสังเกต ผมคิดว่าทั้งสองเลานจ์ไม่ได้มีความแตกต่างกันสักเท่าไหร่ ที่นั่ง ห้องน้ำ ห้องอาบน้ำ ก็คล้ายๆ กันครับ จะมีของกินกับเครื่องดื่ม ที่ ANA Suite Lounge มีตัวเลือกมากกว่าเท่านั้นเอง หลักๆ น่าจะเป็นเรื่องของความเป็นส่วนตัว ซึ่งแน่นอนว่า ANA Suite Lounge มีจำนวนผู้โดยสารน้อยกว่ามากๆ และให้ความเป็นส่วนตัวอย่างชัดเจน

เมนูอาหารที่บริเวณ Noodle Bar ของ ANA Suite Lounge มีตัวเลือกมากกว่าฝั่งของ ANA Lounge หลายเมนูเลยครับ จุดเด่นของเลานจ์ ANA ก็คือ อาหารในส่วนนี้ เราสามารถเดินมาสั่งที่เคาน์เตอร์ และจะเป็นการปรุงให้สดๆ จากครัวตรงนั้นเลย มีทั้งราเมง และ เมนูข้าวให้เลือกอย่างหลากหลาย

ที่นั่งใน ANA Suite Lounge จะแบ่งโซนเอาไว้ได้อย่างเป็นส่วนตัวครับ ผมว่าอีกหนึ่งข้อแตกต่างของเลานจ์นี้ คือพนักงานต้อนรับ จะเป็นกันเองมาก ตั้งแต่เดินพามาหาที่นั่งที่ถูกใจ เสิร์ฟผ้าร้อน หรือสอบถามเครื่องดื่มที่ต้องการ เป็นต้น รอบนี้ผมมานั่งพักได้ไม่นาน ก็ถึงเวลาขึ้นเครื่องแล้วครับ เลยไม่ได้ใช้บริการห้องอาบน้ำ (แต่เคยใช้เมื่อคราวก่อน ก็พบว่าห้องอาบน้ำ ไม่ได้แตกต่างอะไรจากห้องอาบน้ำของ ANA Lounge ในฝั่งของ Business Class นะ)

Boarding

ขั้นตอนการขึ้นเครื่อง ในไฟลต์ที่มี First Class ของ ANA ก็จะมีแถวแยกต่างหาก ด้วยป้ายสีแดงระบุชัดเจนว่า First Class กับบัตรระดับ Diamond ของ ANA เท่านั้น ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีคิวเลยครับ (First Class ของ ANA มีเพียง 8 ที่นั่งเท่านั้น) สามารถแสดง boarding pass และขึ้นเครื่องได้แบบชิลๆ เลย

On-Board

ภาพ: seatguru.com

ปัจจุบัน ANA มีที่นั่ง First Class บนเครื่องบินเพียงแบบเดียวเท่านั้นครับ คือบน Boeing 777-300ER ที่ใช้บินในเส้นทางไกลๆ เท่านั้น ถ้าเป็นเครื่องบินแบบอื่น หรือเส้นทางระยะไม่ไกลมาก ก็จะไม่มี First Class ให้บริการครับ จึงทำให้ ANA มีที่นั่ง First Class เพียงแบบเดียว (ต่างจากหลายสายการบิน รวมถึงการบินไทย ที่ที่นั่ง First Class จะแตกต่างกันไปตามแต่ประเภทของเครื่องบิน) แถมยังมีเพียงแค่ 8 ที่นั่งต่อลำเท่านั้น เป็นหนึ่งในที่นั่งที่จองค่อนข้างยาก มีราคาแพงเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน

ANA เรียกที่นั่งแบบนี้ว่า ‘ANA First Square’ ครับ ตรงตามลักษณะที่นั่งของมัน คือเป็นกล่องสี่เหลี่ยม จัดเรียงแบบ 1-2-1 เพียง 2 แถวหน้าสุดของเครื่องบิน แต่ละที่นั่งมีกำแพงล้อมรอบที่นั่ง ให้ความเป็นส่วนตัวได้ดีมาก รอบนี้ผมได้ที่นั่ง 2A ครับ

แม้ว่าจะล้อมกรอบเป็นสี่เหลี่ยม แต่ที่นั่งของ ANA นี้ก็ไม่มีประตูมาให้นะครับ ด้านนอกของกรอบที่นั่ง มีช่องที่สามารถเปิดออกเพื่อแขวนเสื้อสูทได้

เมื่อเข้ามานั่งแล้ว ด้านหน้าก็จะพบกับจอภาพขนาดใหญ่ 23 นิ้ว แบบทัชสกรีน (ที่เอื้อมไปทัชไม่ถึง) มีที่วางเท้า และช่องเก็บกระเป๋าอยู่ด้านใต้

แผงด้านซ้ายมือ มีช่องเยอะไปหมดจนงงเลยครับ แต่ละช่องเปิดออกมาก็ทำเอาผมงงอีกเช่นกัน อย่างช่องดำๆ ก็เปิดมาเป็นที่เก็บรีโมทควบคุมหน้าจอ หรือช่องซ้าย เปิดมา มีที่ให้วางของ กับเป็นช่องเสียบหูฟังและเสียบชาร์จ USB ที่จริงๆ แล้วไม่ต้องปิดไว้ก็ได้ แต่ก็มาฝามาปิดเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยและความสวยงามของ seat (แต่ตอนจะใช้งานก็ลำบากเปิดปิดนิดนึงแหละครับ บวกกับจำไม่ได้ว่าช่องไหนเป็นช่องเก็บอะไรไว้กันแน่)

ถัดมาด้านล่างอีกนิด จะเจอกับช่องเก็บนิตยสาร และ safety card ที่ทำเอาไว้อย่างเรียบร้อยมากๆ แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ANA เน้นความสวยงามและความเป็นระเบียบจริงๆ

ที่นั่งมีฟีเจอร์เยอะแยะจนต้องมีคู่มือมาให้ด้วยครับ ในนี้ก็จะคอยบอกว่ามันทำอะไรได้บ้าง มีปุ่มอะไรบ้าง ปรับอะไรตรงไหน มีบอกครบถ้วน

ช่องด้านขวามือ เล็กๆ ก็ยังเปิดมาเป็นกล่องเก็บของ ที่เก็บอะไรได้ไม่เยอะมาก แต่ก็ยังทำเป็นฝาเปิดปิดมาให้ พร้อมแนบด้วยแม่เหล็ก

สำรวจยังไม่ทันทั่ว พนักงานต้อนรับก็เดินเอา “เสื้อกันหนาว” มาแจกให้ครับ อันนี้คือแจกให้ฟรีๆ เลย ไม่นับรวมชุดนอน ที่มีมาให้อีก 1 ชุด พร้อมแสดงความห่วงใย ว่าให้ใช้ใส่บนเครื่องบิน จะได้ไม่รู้สึกหนาว … จัดได้ว่าสุดมาก

ให้มาแบบนี้ ก็ใส่ซะเลยครับ ใช้ดีทีเดียว ไม่หนาและไม่บางจนเกินไป นุ่มสบาย

สำรวจกันต่อครับ ชุดกระเป๋า amenity ที่ ANA ให้กับผู้โดยสาร First Class เป็นของ Samsonite (อีกด้านจะเป็นโลโก้ ANA) ไม่เหมือนใครดีครับ ส่วนมากเราจะเห็นของ Rimowa กันมากกว่า แต่ที่สุดกว่าคือสินค้าด้านใน…

ชุดเครื่องสำอางที่ให้มา เป็นของแบรนด์ The Ginza (แบรนด์ท็อปสุดของ Shiseido ที่ทำตลาดเฉพาะในญี่ปุ่นเท่านั้น) ใครที่คุ้นเคยกับ skincare แบรนด์นี้ จะรู้ราคาเป็นอย่างดีเลยครับ และ นี่คือชุดที่ให้มา

จัดเต็มแบบไม่ใช่แค่ sample size จริงๆ เฉพาะชุดนี้ก็หลายพันบาทละครับ

สำรวจกันต่อครับ ชุดหูฟังที่ให้มา เป็นหูฟัง Noise Cancellation ของ Sony (แบรนด์ญี่ปุ่น ก็ต้องใช้ของญี่ปุ่นแหละครับ) คุณภาพโอเคเลย

สักพัก พนักงานต้อนรับเดินกลับมาอีกครั้ง พร้อมถาดของใช้มากมายให้เลือกหยิบได้ตามใจชอบครับ ไม่ว่าจะเป็นผ้าปิดตา ที่อุดหู หวี แปรงสีฟัน ลิปมัน ฯลฯ แม้ว่าบางอย่างจะมีมาให้ในชุดกระเป๋า amenity อยู่แล้วก็ตาม มีความใส่ใจ

ปุ่มปรับที่นั่ง สามารถปรับได้จากหน้าจอเล็กๆ ด้านซ้ายครับ มีปุ่มปรับแบบสำเร็จรูป กับสามารถกด Adjuster เพื่อปรับแบบละเอียดได้ด้วย พร้อมปุ่ม Do Not Disturb ที่จะมีไฟบอกสถานะให้กับพนักงานต้อนรับว่าไม่ให้มารบกวนนะ

เมนูอาหารมาแล้วครับ และนี่คือเมนูอาหารบนเครื่องบินที่เยอะที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมาเลย (แม้จะมีเพียงแค่ 8 ที่นั่งต่อไฟลต์ แต่ช้อยส์จัดเต็มนะครับ) ซีกซ้ายคือเมนูแบบญี่ปุ่น ทุกบรรทัดที่เห็น คือเสิร์ฟมาให้ทั้งหมดครับ แบบไม่ต้องเลือก ส่วนด้านขวา คือเมนูแบบตะวันตก ที่จะต้องเลือกเมนคอร์ส แน่นอนว่าผมก็ต้องเลือกแบบญี่ปุ่นสิครับ

Sakizuke หรือเมนูเรียกน้ำย่อยมาเสิร์ฟก่อนเลยครับ อธิบายได้ค่อนข้างยากว่ามันคืออะไรบ้าง พอจับได้ว่ามีหมึกดอง รสชาติหวานๆ เปรี้ยวๆ มีสาหร่ายสด และอะไรอีกไม่รู้ 555 แต่เป็นการเริ่มต้นได้ดีเลย

ลืมเอาแชมเปญให้ดูครับ บน ANA First Class นี่เสิร์ฟ Krug Grande Cuvée เลยทีเดียว ซึ่ง ANA ได้เสิร์ฟแชมเปญนี้ ตั้งแต่การเริ่มให้บริการ First Class ครั้งแรกในปี 1986 เป็นต้นมาครับ ดีงามมาก สุดมาก และผมแซวว่าจะขอทั้งขวด เขาก็ให้นะครับ แต่พนักงานขอนำไปแช่ไว้ เพื่อที่จะได้มาเสิร์ฟแบบเย็นๆ ได้ตลอดเวลาที่ต้องการ

มาต่อกับชุดอาหารญี่ปุ่นสุดอลังการครับ ชุดการเสิร์ฟที่สองตามมา ด้วยเมนูเล็กๆ หลายๆ เมนู ที่สามารถจบแต่ละเมนูได้ในหนึ่งคำ ซึ่งจานที่เห็นนี่เป็นสุดยอดของดีของญี่ปุ่นมารวมกันเลย ไม่ว่าจะเป็นไข่หอยเม่น, หอยเป๋าฮื้อ, เนื้อย่าง, ซูชิกุ้ง ฯลฯ มาดูกันใกล้ๆ ครับ

บอกเลยว่า สุดทุกคำครับ สดและอร่อยมาก และเป็นหนึ่งในอาหารบนเครื่องบินที่ดีที่สุดเลยล่ะ

แม้แต่ซุป ที่ตามมาติดๆ ก็เป็นซุปใส เต้าหู้ กับเห็ดมัตสึทาเกะ ที่ดีงามมากๆ ทั้งหน้าตาและรสชาติ

ซาชิมิปลาวางเป็นเลเยอร์สลับกับไข่ปลา ถูกเสิร์ฟตามมาเรื่อยๆ ครับ นี่ยังไม่เมนคอร์สเลย และดูเหมือนปริมาณแต่ละจานจะไม่เยอะมากนัก แต่ก็ทำให้อิ่มท้องจขึ้นเรื่อยๆ เหมือนกัน ที่สำคัญคือ ทุกจานดีมากๆ ครับ หมดเหมาจานทุกอย่างเลย

เมนคอร์สมาแล้วครับ เป็นเนื้อย่าง ราดซอสพร้อมเครื่องเคียงต่างๆ ที่ผสมผสานกันได้เป็นอย่างดี คือดีอย่างไม่น่าเชื่อ และลืมไปชั่วขณะใหญ่ๆ เลยว่า นี่คืออาหารบนเครื่องบิน

หนึ่งในเครื่องเคียงที่สุดยอดมาก คือจานนี้ครับ เป็นไข่ปลาเฮอร์ริ่ง (Kazunoko), เนื้อปูจากขาปูยักษ์ และเห็ดไมทาเกะ โอย แค่พิมพ์นี่ยังจำรสชาติได้ทุกจานเลยครับ

ของหวานปิดท้าย เป็นขนม Toraya Kocha Yogan ขนมเยลลี่ถั่วชื่อดังอันเก่าแก่ของญี่ปุ่น เริ่มได้ดี จบได้สวยงามครับ

Inflight Wi-Fi

บนเที่ยวบินนี้มีบริการ Wi-Fi ด้วยครับ โดยมีสามแพ็ก คือ 15MB $4.95 ใช้ได้ 30 นาที, 30MB $8.95 ใช้ได้ 60 นาที และ 100MB $19.95 ใช้ได้นานตลอดทั้งไฟลต์ ราคายังไม่ถูกนัก แต่ก็พอรับได้หากมีเหตุจำเป็นต้องใช้จริงๆ

Lavatory

ห้องน้ำของ ANA First Class มีทั้งหมด 2 ห้อง สำหรับผู้โดยสารใช้กันแค่ 8 คนครับ เรียกได้ว่า ว่างตลอดแบบไม่ต้องรอคิว ภายในห้องน้ำก็สะอาดมากๆ ดูแลเป็นอย่างดีตลอดไฟลต์

นอกจากเครื่องใช้ที่มีให้หยิบใช้ได้ตามใจชอบแล้ว โลชั่นและเครื่องสำอางต่างๆ ในห้องน้ำ จะเป็นของ Shiseido ทั้งหมดครับ

Flat Bed

ได้เวลาที่ต้องพักผ่อนแล้วครับ ผมกดเรียกพนักงานให้มาปูเตียงให้ ซึ่งถ้าจะปูเตียงนี่ต้องกดเรียกเท่านั้นเลย ไม่สามารถทำเองได้นะครับ เพราะอุปกรณ์ต่างๆ ทั้งผ้าปูที่นอน และผ้าห่มและหมอนสำหรับนอน (คนละแบบกับหมอนที่วางไว้บนที่นั่งตั้งแต่แรก) จะถูกเก็บไว้แยกต่างหาก เป็นกระเป๋าใบใหญ่มาก ที่พนักงานต้อนรับต้องแบกมาเพื่อทำการปูเตียงให้

หลังจากปูเตียงเสร็จแล้ว ที่นั่งของเราก็จะแปลงร่างเป็นเตียงน่านอนแบบนี้เลยครับ กว้างขวาง และชุดเครื่องนอนก็ดีมากทั้งหมอนและผ้าห่ม หลับได้ไม่ยากเลย

เมื่อถึงเวลาใกล้แลนด์ พนักงานขออนุญาตมาเก็บเตียงครับ ใช้เวลาเพียงแป๊บเดียว ก็กลายร่างที่นั่งกลับมาเป็น seat ปกติอย่างสวยงามแบบนี้ และก็ถึงเวลาของอาหารอีกหนึ่งมื้อ ก่อนที่จะแลนด์สู่สนามบินลอสแองเจลิส

อาหารชุดญี่ปุ่น ถูกจัดเสิร์ฟมาในถาดอีกเต็มๆ ชุดครับ รอบนี้เป็นข้าวสวย กับปลาย่างพร้อมเครื่องเคียง และซุป ผมขอรับชาเขียวร้อนมาด้วย หลังจากได้นอนพักผ่อนไปพอสมควร ก็ได้ทานอาหารอร่อยๆ แบบนี้ก่อนลงจากเครื่อง เพอร์เฟ็กมาก

สรุปส่งท้าย

ผมคาดหวังไว้ค่อนข้างสูงกับ ANA First Class และ ANA ก็ไม่ทำให้ผิดหวังครับ นี่คือการบริการในสไตล์สายการบินเอเชีย (หรือจะบอกว่าเป็นสไตล์ญี่ปุ่นเลยก็ได้) ที่ดีมากที่สุดครั้งหนึ่งเลย โดยเฉพาะเรื่องของอาหาร ที่บอกได้เลยว่า หาคู่แข่งมาทัดเทียมได้ยากมาก

อย่างที่ได้เล่ามาตลอด ว่าชุดอาหารญี่ปุ่นที่ ANA จัดเต็มมาอย่างพิถีพิถันทุกจาน ทุกคำ ใช้วัตถุดิบอย่างดีที่สุด และเป็นเพียงไม่กี่ครั้งที่สามารถลืมไปได้ชั่วขณะว่านี่คืออาหารที่เสิร์ฟบนเครื่องบิน เพราะมันไม่แพ้มื้ออาหาร fine dining ในร้านอาหารหรูๆ ระดับรางวัลหลายๆ ร้านบนพื้นดินเลยครับ ไม่แพ้ทั้งรสชาติ และไม่แพ้ทั้งการจัดวางเสียด้วย

ถึงแม้ว่าที่นั่งของ ANA First Class จะไม่ได้โดดเด่นมากนัก (มันก็คือ flat bed ที่มีกล่องมาล้อมรอบเอาไว้เท่านั้น) ไม่ได้มีประตูที่สามารถปิดได้เพื่อความเป็นส่วนตัวสูงสุด หรือไม่ได้มีห้องอาบน้ำในแบบที่สายการบินตะวันออกกลางสร้างมาตรฐานเอาไว้ แต่สิ่งที่มาชดเชยก็คือ ANA เลือกใช้ของดีมากๆ ในการให้บริการทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นชุด amenity หรือแม้กระทั่งวัสดุที่ใช้กับที่นั่ง และเครื่องนอนต่างๆ ที่นอกจากจะดูเป็นระเบียบเรียบร้อยแล้ว ยังให้ความสบายแบบที่สามารถพักผ่อนระหว่างไฟลต์ได้

ANA กล้าให้ กล้าแจกอย่างมากครับ ทั้งเครื่องใช้ต่างๆ ที่ให้เลือกหยิบได้ตลอดเวลา, ชุด amenity กระเป๋า Samsonite, ชุด skincare ของ The Ginza, ชุดนอน, รองเท้าสลิปเปอร์ และ เสื้อคลุมกันหนาว ที่ผมคิดว่า นี่น่าจะเป็นเที่ยวบินที่มีของให้ถือลงจากเครื่องเยอะที่สุดเท่าที่ผมเคยสัมผัสมาเลย แจกไม่ยั้งจริงๆ (ผมไม่ได้เปลี่ยนชุดนอนบนเครื่อง พนักงานก็ยังเอาชุดนอนไปใส่ถุง ห่อเป็นถุงของขวัญมายื่นให้ก่อนแลนด์ น่ารักมาก)

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน ANA ให้บริการ First Class บนเที่ยวบินจำนวนไม่มากนัก จะมีเฉพาะบน Boeing 777-300ER ที่บินจากโตเกียวไปสหรัฐอเมริกา (และสิงคโปร์บางเที่ยวบิน) เท่านั้น แถมยังมีเพียงแค่เที่ยวบินละ 8 ที่นั่ง และไม่มีให้บริการในเส้นทางกรุงเทพ-โตเกียว โอกาสที่คนไทยจะได้ใช้บริการจึงค่อนข้างน้อย แต่หากใครมีโอกาสได้ใช้เส้นทางโตเกียวต่อไปยังเมืองในทวีปอเมริกาเหนือ (และต้องเป็นเส้นทางที่ใช้ 777-300ER ด้วยนะ บน 787 ก็ไม่มี First Class เช่นกัน) ผมขอแนะนำให้ลองใช้บริการดูสักครั้งนะครับ มันดีงามจริงๆ

พบกันใหม่รีวิวหน้า สวัสดีครับ

The following two tabs change content below.
spin9
อู๋ spin9, MINI lover, Frequent flyer, Content creator, Founder of spin9.me, MINI-TH.com , พิธีกรรายการ DigiLife ทาง Nation TV, UK and German alumni. email: spin9.me@gmail.com

Comments