แชร์เทคนิคการใช้มือถือที่ต่างประเทศขั้นเทพ จากคนที่เจ็บมามาก

หนึ่งในค่าใช้จ่ายของการไปต่างประเทศทุกครั้งในยุคนี้ คงหนีไม่พ้นค่าใช้จ่ายเรื่อง Roaming ที่ทุกคนต่างมีความต้องการใช้เน็ตบนมือถือ ไม่ว่าจะใช้คุย LINE, เปิดแผนที่ หรือ เสิชหาข้อมูลต่างๆ นะครับ แต่ละประเทศก็มีค่าใช้จ่ายไม่เท่ากัน ส่วนมากก็คิดเป็นเงินหลายร้อยบาทต่อวัน กว่าจะจบทริปก็โดนกันไปหลักพันแล้ว

ก่อนหน้านี้ผมเคยเขียนเรื่องการเปิดโรมมิ่งที่ต่างประเทศ หรือจะใช้เน็ตจากซิมการ์ดท้องถิ่น ที่มีตัวเลือกค่อนข้างมากไปแล้ว แต่วันนี้ผมจะมาแนะนำเทคนิคที่ผมใช้ในการเดินทาง 5-6 ทริปล่าสุดครับ โดยความเจ๋งของเทคนิคนี้ก็คือ ถ้าเป็นญี่ปุ่น ผมจ่ายแค่ 349 บาท ก็ใช้เน็ตบนมือถือได้ไม่อั้น ยาวนาน 8 วัน แถมยังสามารถโทรออกและรับสายได้จากเบอร์หลักของไทย แบบคิดค่าโทรออกและรับสายเหมือนอยู่เมืองไทยเลยด้วย หรือถ้าเป็นประเทศอื่นก็แพงกว่านี้ไม่มาก คุมค่าใช้จ่ายการใช้มือถือตลอดทริปส่วนมากได้ในหลักร้อยแน่นอน เชื่อเถอะครับว่า จากการลองผิดลองถูกมามาก ปัจจุบันวิธีที่ผมจะเล่าในวันนี้ ถือว่าเป็นวิธีที่ใช้งานโทรศัพท์ที่ต่างประเทศได้ถูกที่สุดแล้ว

ย้ำอีกทีครับ ไปญี่ปุ่น (หรือเกาหลี สิงคโปร์ ฮ่องกง ฯลฯ) จ่ายค่าเน็ตแค่ 349 บาท
– ใช้เน็ตได้ไม่อั้น 8 วัน ด้วยความเร็ว 4G สูงสุดได้เยอะถึง 3GB
– โทรออก ด้วยเบอร์หลักที่ใช้ที่ไทย ด้วยค่าโทรเดียวกับแพ็กที่ใช้อยู่ที่ไทย
– รับสาย เพื่อนโทรเข้าเบอร์ไทยเบอร์เดิมปกติของเราได้ และรับสายก็ไม่เสียเงิน

ไม่มีถูกกว่านี้แล้วล่ะ!

วิธีที่จะทำแบบนี้ได้ ต้องพกโทรศัพท์มือถือไปด้วย 2 เครื่องครับ

1-2-r

เครื่องแรก แนะนำว่าให้ใช้แอนดรอยด์รุ่นใดก็ได้ เพื่อที่เราจะใส่ซิมการ์ดที่ใช้เน็ตที่ต่างประเทศได้ ไม่ว่าจะเป็นซิมท้องถิ่นของประเทศนั้น หรือจะซื้อแพ็กเกจซิมเล่นเน็ตต่างประเทศจากเมืองไทยก็ได้ โดยที่เครื่องนี้จะเป็นเครื่องที่เรามีไว้ปล่อย Personal Hotspot หรือแปลงร่างให้มือถือเครื่องนี้เป็น Pocket WiFi นั่นเอง เหตุที่แนะนำให้ใช้ Android ก็เพราะว่าการปล่อย Hotspot ค่อนข้างจะกินแบตเตอรีมากครับ ไอโฟนจะไม่อึดเท่าแอนดรอยด์ในกรณีนี้

ใช้ซิมอะไรดี?

สำหรับซิมการ์ดที่แนะนำ ก็คือซิมการ์ดที่สามารถใช้อินเทอร์เน็ตที่ต่างประเทศได้ ไม่ว่าจะเป็นซิมท้องถิ่นของประเทศที่เราจะไป เช่น อเมริกา ผมจะมีซิมท้องถิ่นที่เติมเงินไม่กี่เหรียญ ก็เล่นเน็ตได้ 7 วันแบบไม่อั้น เป็นต้น หรือถ้าเดินทางจากไทย สามารถซื้อซิม AIS SIM2fly ได้ล่วงหน้า ซึ่งตอนนี้ผมคิดว่าคุ้มที่สุดแล้วครับ มีซิมราคา 399 บาท โดยใส่แพ็กเติมเงิน 349 บาทมาให้เรียบร้อย ใช้เน็ตได้ใน 14 ประเทศ (ญี่ปุ่น, เกาหลี, ฮ่องกง, มาเก๊า, สิงคโปร์, มาเลเซีย, ลาว, อินเดีย, ไต้หวัน, ฟิลิปปินส์, กัมพูชา, เมียนมาร์, ออสเตรเลีย และ เนปาล) ยาวนาน 8 วัน ใช้เน็ตได้เต็มสปีดด้วยปริมาณมากถึง 4GB

**อัปเดต ตอนนี้มีแพ็ก 849 บาท หรือซื้อซิมใหม่ในราคา 899 บาท ใช้งานได้ 3GB ยาวนาน 15 วัน ครอบคลุมหลายประเทศในยุโรปรวมถึงสหรัฐอเมริกาด้วย คุ้มสุดๆ ครับ

Screenshot_20160803-004743_nexus6p-portrait

รายละเอียดตามไปดูในเว็บ Sim2fly ของ AIS กันเองนะครับ หากเดินทางในประเทศที่รองรับ ตอนนี้ไม่มีซิมไหนคุ้มกว่าตัวนี้แล้ว แต่ถ้าประเทศอื่น ต้องลองหาซิมท้องถิ่นของประเทศนั้นๆ จะประหยัดกว่าเปิดโรมมิ่ง

Screenshot_20160805-211245_nexus6p-portrait

พอโทรศัพท์เครื่องนี้มีซิมการ์ดที่สามารถใช้เน็ตที่ประเทศนั้นๆ ได้แล้ว ก็ให้ทำการเปิด Personal Hotspot เพื่อปล่อยสัญญาณ WiFi ออกมาครับ (อย่าลืมตั้งรหัสเพื่อไม่ให้คนอื่นแย่งใช้ด้วยนะ)

WiFi Calling / VoWiFi

ส่วนโทรศัพท์เครื่องที่สอง จะเป็นเครื่องที่ใช้ซิมการ์ดเบอร์หลักของเรานี่แหละครับ แต่แนะนำให้ใช้โทรศัพท์ในรุ่นที่รองรับฟีเจอร์ ‘WiFi Calling’ ซึ่งถ้าเป็นค่าย AIS กับ dtac ก็จะมี iPhone 5s, 5c, 6, 6s, SE, 7 รวมถึง Samsung ก็จะมี Galaxy S6 และใหม่กว่าที่รองรับฟีเจอร์นี้ (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หน้าเว็บของผู้ให้บริการทั้งสองค่าย) ส่วน Truemove-H จะเป็นแอปมาให้ลง กับต้องสมัครบริการในครั้งแรกก่อน ก็จะใช้งานได้กับมือถือเกือบทุกรุ่นครับ

IMG_1851

WiFi Calling เป็นบริการของค่ายมือถือ ที่ใช้เทคโนโลยี Voice over WiFi ครับ ช่วยให้เราสามารถ “โทรออก” และ “รับสาย” ได้โดยผ่านสัญญาณ WiFi เพียงอย่างเดียว ไม่พึ่งพาเสาสัญญาณมือถือแต่อย่างใด นั่นหมายความว่า หากมือถือที่เราใช้ซิมเบอร์หลักของเรา ไปอยู่ที่ไหนก็ตามบนโลกนี้ ที่มีสัญญาณ WiFi เราก็จะสามารถใช้โทรออกและรับสายได้ทันที (โดยคิดค่าบริการผ่านแพ็กเกจโปรโมชั่นหลักที่เราใช้อยู่ที่ไทย นั่นคือการโทรออกหาเบอร์ไทย สามารถทำได้ตามแพ็กเกจหลัก ส่วนถ้ารับสายก็ไม่เสียเงินเลยสักบาท) จึงเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้การเดินทางไปต่างประเทศของเรายังสามารถใช้งานมือถือเบอร์หลักได้อยู่เหมือนเดิม จะคุยนานแค่ไหนก็ไม่ต้องกังวล ตราบใดที่เครื่องนั้นต่อกับสัญญาณ WiFi อยู่

IMG_1829

วิธีการใช้งาน WiFi Calling ให้อุ่นใจที่สุด ว่าแพ็กจะไม่รั่วไปคิดเงินแบบการรับสายจากต่างประเทศที่มีราคาต่อนาทีแพงมากๆ นั้น แนะนำให้เปิด Airplane Mode ไปเลยครับ แล้วกดเลือกเปิดเฉพาะ WiFi เพื่อรับสัญญาณ WiFi มาเพียงอย่างเดียว ที่หน้าจอจะปรากฏชื่อเครือข่ายพร้อมเขียนว่า WiFi Call อย่างชัดเจน วิธีนี้นอกจากจะอุ่นใจว่ามือถือเราไม่จับสัญญาณเครือข่ายต่างประเทศให้เสี่ยงต่อการเก็บค่าเน็ตหรือค่ารับสายราคาแพงแล้ว ยังเป็นการประหยัดแบตเตอรีให้กับเครื่องหลักของเรามากๆ เลยด้วยครับ

IMG_1829c

ถ้าหน้าจอขึ้นชื่อเครือข่ายพร้อมคำว่า WiFi Call แบบนี้ ก็มั่นใจได้ครับ ว่าถ้ามีคนโทรเข้ามาเบอร์หลักที่เราใช้เป็นประจำ ก็จะติดให้เรารับสายได้แน่นอน รวมถึงเรายังใช้โทรออกหาเบอร์ไทยได้เหมือนกับอยู่เมืองไทยเลยด้วย (ค่าโทรทั้งหมด คิดตามโปรโมชั่นหลักที่เราใช้อยู่เป็นประจำ ไม่คิดเป็นค่าโรมมิ่ง) โคตรสะดวกครับ

IMG_2101

จากรูปนี้ ผมใข้ WiFi Call โทรหาคอลเซ็นเตอร์ของการบินไทย เพื่อเปลี่ยนแปลงเที่ยวบินเดินทาง ตอนอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นครับ จะโทรนานกี่นาทีก็ไม่ต้องกลัว เหมือนโทรอยู่เมืองไทยได้เลยครับ สบายสุดๆๆๆ

IMG_1850

หรือในกรณีที่เรียก Uber ก็ยิ่งสะดวกครับ วิธีนี้ยังสามารถใช้งาน GPS ได้ครบถ้วนด้วยนะครับ พิกัดต่างๆ แม่นยำเหมือนกับใช้ซิมการ์ดปกติ (จะจับโปเกม่อนก็สบาย) และเวลาที่คนขับ Uber โทรหาเบอร์ไทยที่เราลงทะเบียนไว้ ก็สามารถโทรติด และเรารับสายได้แบบไม่เสียเงินอีกด้วยล่ะ

พอจะเข้าใจแล้วใช่มั้ยครับ ว่าถ้าเราเอามือถือสองเครื่องนี้มาใช้งานร่วมกัน ก็แปลว่า มือถือเครื่องแรก ปล่อยสัญญาณเน็ตออกมาเป็น WiFi เพื่อให้เครื่องที่สอง (ที่ใส่ซิมเบอร์หลักของเรา) รับสัญญาณเน็ตมาเป็นสัญญาณ WiFi ตลอดเวลา เราก็จะสามารถเล่นเน็ตได้ในราคาถูก แถมยังโทรออกและรับสายได้ด้วยแพ็กเกจราคาปกติ ไม่ต่างจากที่ใช้งานที่ไทยเลย ผมลองแล้วเวิร์กมากๆๆๆ ทำให้การใช้มือถือที่ต่างประเทศ ใกล้เคียงกับการใช้งานที่ไทยมากๆๆๆ เลยครับ

wifi-call-chart-r

อีกเหตุที่ต้องมี 2 เครื่อง ก็เพราะเราต้องการให้เครื่องหลักของเรา รับสัญญาณมาเป็น WiFi ตลอดเวลา เพื่อที่มันจะได้เปิดใช้ฟีเจอร์ WiFi Calling ให้เรารับสายจากเมืองไทยได้แบบไม่เสียเงิน รวมถึงโทรออกได้จากแพ็กเกจหลักของเราที่ไทยได้ทุกที่ทุกเวลานั่นเองครับ แถมเรายังสามารถใช้เน็ตได้จากแพ็กเกจของซิมการ์ดที่เราใส่ไว้ในเครื่องแรกได้ด้วย วิธีนี้จะดีกว่า และ สะดวกกว่าการใช้งานซิมเดียวเครื่องเดียวอย่างแน่นอน

(เครื่องที่ 1 สามารถแทนด้วยเครื่อง Pocket WiFi ได้ ในกรณีที่บางคนมีเครื่อง Pocket WiFi อยู่แล้ว จะใช้งานได้อึดกว่า Android หลายรุ่น และเครื่องมีขนาดเล็กกว่า แต่ให้ระมัดระวังการเลือกเครือข่าย หากซิมที่ใช้บังคับให้เชื่อมกับบางเครือข่ายเท่านั้น)

นอกจากนี้ หากเดินทางมากกว่า 1 คน สัญญาณ WiFi ที่ปล่อยมาจากเครื่องแรก ก็ยังสามารถใช้งานร่วมกันได้ด้วยนะครับ ก็จะทำให้ยิ่งประหยัดขึ้นไปอีก และผู้รับสัญญาณทุกคน หากใช้มือถือที่รองรับ WiFi Calling ก็สามารถใช้งานกับเบอร์หลักของตัวเองเบอร์นั้นได้เลยด้วยครับ เท่าที่ทดลอง ปัจจุบันเครือข่าย 4G ในหลายพื้นที่ของหลายประเทศมันเร็วพอที่จะทำ WiFi Call ได้แบบไม่สะดุด โดยที่บางครั้งคู่สนทนาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราอยู่ต่างประเทศครับ

Screenshot_20160803-004718_nexus6p-portrait

กรณีที่ซิมการ์ดมีโปรโมชั่นการใช้เน็ตได้จำกัด ไม่ว่าจะซิมท้องถิ่น หรือของ SIM2fly เอง (เช่น จำกัด 3GB ใน 8 วัน) ก็สามารถดูได้จากเมนู Mobile data ใน Settings ของ Android ครับ เลือกช่วงเวลาที่จะให้มันนับเอาไว้ เพื่อที่เราจะได้คอยดูว่าเราใช้เน็ตเกินโปรโมชั่นหรือยัง อย่างกรณีนี้ผมใช้เต็มเหยียด 3GB เลย หมดตอนไปถึงสนามบินนาริตะตอนจะกลับบ้านพอดี (กรณีใช้ SIM2fly สามารถเช็ก data คงเหลือ ได้โดยการกด *111*6# และโทรออกครับ)

ข้อเสียของวิธีการใช้งานลักษณะนี้ คงมีแค่เรื่องเดียว ก็คือการที่เราต้องพกมือถือ 2 เครื่อง ที่ทำให้เราต้องพกอุปกรณ์ชาร์จไฟมากขึ้น เครื่องที่เป็นตัวปล่อยสัญญาณ WiFi จะกินแบตมากกว่าปกติครับ เนื่องจากต้องใช้งานตลอดเวลาทั้งวัน ก็ต้องพกแบตสำรอง หรือที่ชาร์จติดตัวไว้ด้วย ไปนั่งที่ร้านไหน หากมีปลั๊กจะได้เสียบชาร์จระหว่างวันได้นั่นเอง

ลองนำไปประยุกต์ใช้กับการเดินทางครั้งถัดไปดูนะครับ แล้วจะรู้เลยว่า การใช้มือถือที่ต่างประเทศในยุคนี้ มันสะดวกสบาย และราคาย่อมเยากว่าเดิมมากขึ้นแบบสุดๆ ไปเลย!

Comments