รีวิว iPad Pro 9.7″ สีชมพูโรสโกลด์ ไอแพดโปร ในขนาดที่คุ้นเคย

เมื่อ iPad ในไซส์มาตรฐาน ถูกอัปเกรดสเปคให้เป็น “iPad Pro” อัดฟีเจอร์ที่ใหม่ที่สุด แรงที่สุด กล้องดีที่สุด เพิ่มสีชมพู โรสโกลด์ และดันความจุไปสูงสุดถึง 256GB .. มันจะสามารถทดแทน PC หรือ แล็ปท็อปได้อย่างที่ Apple ตั้งใจเอาไว้หรือไม่? ผมแกะกล่องรีวิวให้ชมอย่างละเอียดกันวันนี้ครับ

Apple เปิดตัว iPad Pro ครั้งแรกในช่วงปลายปี 2015 ด้วยฟีเจอร์ “โปร” กว่าทุกไอแพดที่เคยมีมา เริ่มจากการรองรับอุปกรณ์เสริมอย่าง Smart Keyboard และ Apple Pencil ที่ช่วยเปิดความคิดสร้างสรรค์และความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในไลน์อัพแท็บเล็ตที่สำคัญของ Apple อย่าง iPad เพิ่มความเร็ว ความแรง เอาหน้าจอที่ดีที่สุด ลำโพง 4 ตัวเข้ามาเป็นครั้งแรก ผมเชื่อว่าหลายคนสนใจกับสเปคของ iPad Pro ไม่น้อย เพราะมันแรงพอที่จะทดแทนการใช้งานพีซีพื้นฐานที่เราพกติดตัวได้หลากหลายอย่าง แต่สิ่งเดียวที่ทำให้หลายคนลังเล นั่นก็คือขนาดหน้าจอที่ใหญ่มโหฬารถึง 12.9 นิ้ว ที่อาจจะไม่ได้เหมาะกับทุกคน และยังเป็นขนาดของแท็บเล็ตที่ไม่มีใครคุ้นเคยกับมันมาก่อน จึงทำให้ iPad Pro 12.9 นิ้ว เหมาะกับผู้ใช้งานเพียงบางกลุ่ม โดยเฉพาะคนที่อยากสร้างสรรค์งานกับ Apple Pencil และหลงใหลในการใช้งานหน้าจอแท็บเล็ตขนาดยักษ์เท่านั้น

ล่าสุด เมื่อวันที่ 21 มี.ค. ที่ผ่านมา Apple ได้ประกาศเปิดตัว iPad Pro เพิ่มเติมขึ้นอีก 1 ขนาดหน้าจอ และมันคือขนาด 9.7 นิ้ว หรือว่าขนาดเดียวกับ iPad มาตรฐานที่เราคุ้นเคยกันมาตั้งแต่ปี 2010 (หกปีแล้วนะ…) ซึ่ง iPad Pro 9.7 นิ้ว ได้รับฟีเจอร์ที่สำคัญจาก iPad Pro 12.9 นิ้วรุ่นพี่มาทั้งหมด ชนิดไม่มีกั๊ก ทั้งความแรงที่ใช้ชิป A9X ที่แรงที่สุดของ Apple ในปัจจุบัน, การรองรับ Smart Keyboard และ Apple Pencil, ลำโพง 4 ตัว เป็นต้น

iPadPro-ApplePencil-Splitview-Vert_PR-PRINT

แต่ที่แน่กว่านั้น คือ iPad Pro 9.7 นิ้ว ได้อัดสเปคและฟีเจอร์ให้เหนือกว่ารุ่นพี่ขึ้นไปอีก ทั้งการเลือกใช้กล้องหลังความละเอียด 12 ล้านพิกเซล บวกกล้องหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล (ตัวเดียวกับใน iPhone 6s) รองรับการถ่ายวิดีโอระดับ 4K, พาโนราม่า 63 ล้านพิกเซล, สโลโมชั่น 240 เฟรมต่อวินาที และรองรับการถ่ายภาพแบบ Live Photos, เพิ่มแฟลช True Tone สำหรับกล้องหลัง และ Retina Flash สำหรับกล้องหน้า ทำให้ iPad Pro 9.7 นิ้ว เป็นไอแพดที่มีกล้องที่ดีที่สุดในปัจจุบัน (แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความนูนของชิ้นเลนส์กล้อง ที่ยื่นออกมาคล้ายกับที่ปรากฏใน iPhone 6/6s

ไฮไลต์ที่สำคัญที่สุดของ iPad Pro 9.7 นิ้ว คือการเปิดตัวเทคโนโลยีหน้าจอใหม่ ที่เรียกว่า True Tone Display เป็นครั้งแรกของ Apple ซึ่งหน้าจอ True Tone Display นี้ จะมีเซนเซอร์วัดค่าอุณหภูมิแสงตามสภาพแสงจริงที่ iPad Pro กำลังใช้งานอยู่ และมันจะปรับโทนสีของหน้าจอ iPad Pro ให้เข้ากับสภาพแสงนั้นๆ โดยอัตโนมัติ ส่งผลให้ภาพที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอ มีความสมจริง เป็นธรรมชาติ และยังไม่ทำให้รู้สึกแสบตาอีกด้วย ซึ่งเมื่อทดสอบจริงจะเป็นอย่างไร เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟังต่อไปครับ

iPadPro10-AllColors-Splitview_PR-PRINT

นอกจากนี้ iPad Pro 9.7 นิ้ว ยังเปิดตัวมาพร้อมกับสีใหม่ อย่างสีชมพู Rose Gold ที่ได้รับความนิยมมาแล้วใน iPhone 6s เป็นครั้งแรกของ iPad และยังเปิดตัวความจุสูงสุดถึง 256GB เป็นครั้งแรกเช่นกัน นับว่าเป็นอุปกรณ์พกพาของ Apple ตัวแรกที่มีความจุสูงถึง 256GB ครับ (มีสามความจุให้เลือก คือ 32GB, 128GB และ 256GB)

แกะกล่อง

DSC05581

DSC05583

เครื่องที่ผมทำการทดสอบวันนี้ เป็นเครื่องศูนย์ไทยเลยครับ ไม่ใช่เครื่องที่หิ้วมาจากต่างประเทศแต่อย่างใด ซึ่งเบื้องต้น ในไทยได้วางขายเฉพาะรุ่น WiFi เพียงอย่างเดียวก่อน ด้านหลังกล่องระบุเป็นภาษาไทยถึงชื่อรุ่นและรายละเอียดอย่างชัดเจน พร้อมตัวเลขความจุ 256GB

DSC05654

ภายในกล่อง ยังคงให้มาแบบน้อยๆ ตามสไตล์ Apple เช่นเดิม นั่นคือตัวเครื่อง สาย Lightning และอะแดปเตอร์ (แรงดันไฟ 10W) เท่านั้น

DSC05569

ตัวเครื่อง iPad Pro 9.7 นิ้ว ใช้ขนาดตัวเครื่องเท่ากับ iPad Air 2 แบบเป๊ะๆ ทุกด้านครับ เรียกว่าถ้าเทียบ dimension ของตัวเครื่องกัน ก็จะเท่ากันหมดเลย รวมถึงน้ำหนักก็เท่ากับ iPad Air 2 ด้วย ส่วนตัวสีใหม่อย่างสีชมพู Rose Gold นี้ ก็เป็นโทนสีเดียวกับ iPhone 6s เป๊ะๆ เช่นเดียวกัน สามารถนำไปใช้เข้าคู่กันได้อย่างลงตัวเลย

DSC05576

DSC05575

ส่วนที่เพิ่มเติมขึ้นมา ก็คือช่องลำโพง 4 ช่องทั้งขอบด้านบนและด้านล่างของตัวเครื่อง (จาก iPad Air 2 เดิม จะมีลำโพงเพียง 2 ตัวเท่านั้น บริเวณขอบด้านล่าง ข้างที่เสียบชาร์จ) และช่อง Smart Connector ขอบด้านซ้ายของตัวเครื่องสำหรับเชื่อมต่ออุปกรณ์เสริม เช่น Smart Keyboard เช่นเดียวกับ iPad Pro 12.9 นิ้ว

DSC05574

กล้องของ iPad Pro 9.7 นิ้ว จะปูดขึ้นมาเล็กน้อย พร้อมแฟลช True Tone แต่สวนที่ปูดขึ้นมานี้ เมื่อวางลงกับพื้นโต๊ะแล้ว มันก็ไม่ได้ทำให้ iPad กระดกเหมือนกับ iPhone 6/6s นะครับ เพราะว่า iPad มีพื้นที่ของตัวเครื่องมากกว่า เมื่อวางราบกับพื้นโต๊ะแล้ว ต่อให้ไปกดบริเวณมุมอีกด้าน ก็ไม่กระดกแล้ว

Compare with iPad Air 2

DSC05595

ลองวางเทียบกันระหว่าง iPad Air 2 (ซ้าย) และ iPad Pro 9.7 นิ้ว ถ้าดูจากด้านหน้า แบบไม่ดูสีของตัวเครื่อง ก็แยกกันไม่ออกเลยล่ะครับ

DSC05596

ส่วนด้านหลัง ถ้าไม่ใช่เรื่องสี ก็ยังพอจะดูออกได้จากส่วนของกล้องที่มีความแตกต่างกันชัดเจน และ iPad Pro 9.7 นิ้ว มีช่องแฟลชเพิ่มเติมขึ้นมา (ทำให้ถึงแม้จะมีขนาดตัวเครื่องเท่ากันเป๊ะ แต่ก็ไม่สามารถใช้เคสร่วมกันได้ เพราะเคสของ iPad Air 2 จะไปบังช่องแฟลชของ iPad Pro)

Compare with iPad Pro 12.9″

DSC05588

ลองวางเทียบกับรุ่นพี่อย่าง iPad Pro ไซส์ 12.9 นิ้วดูบ้าง อันนี้ค่อนข้างชัดเจนครับ ว่าขนาด 9.7 นิ้วนี้เป็นขนาดมาตรฐาน น่าพกพากว่ากันมาก และมันก็ยังคงเป็น iPad ไซส์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดจากผู้ใช้ iPad ทั่วโลกอยู่ในปัจจุบัน

ทดลองใช้

DSC05577

เรื่องความคุ้นเคย คงไม่ใช่ประเด็นของ iPad Pro 9.7 นิ้วเลยครับ เพราะนี่คือขนาดของแท็บเล็ตที่เราคุ้นเคยมากที่สุด และมันถูกกำหนดเป็นมาตรฐานของขนาดแท็บเล็ตไปอย่างไม่รู้ตัวแล้ว จึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่า พอหยิบเอา iPad Pro 9.7 นิ้วตัวนี้มาใช้ในครั้งแรก หยิบ จับ ถือ ใช้งานดู ก็จะไม่ได้รู้สึกถึงความแตกต่างอะไรให้ต้องปรับตัว มีเพียงแต่ไส้ใน ที่ถูกปรับปรุงให้แรง และลื่นสะใจอย่างมาก ทั้งความเร็วในการโหลดเข้าแอพต่างๆ การสวิตช์ข้ามไปมาระหว่างแอพ และการใช้งาน Multitasking สองแอพในหน้าจอเดียว ที่เร็วขึ้นกว่า iPad Air 2 อย่างชัดเจน

True Tone Display

แต่ฟีเจอร์ไฮไลต์อย่าง True Tone Display ที่เป็นหน้าจอปรับโทนสีได้ตามสภาพแสงจริงของห้องที่เราใช้งานนี่แหละครับ คือทีเด็ดอย่างมากของ iPad Pro 9.7 นิ้วตัวนี้ ลองดูสองรูปนี้เปรียบเทียบกันนะครับ

iPadProTrueToneGIF

ผมทดลองในสภาพแสงไฟสีเหลือง ซึ่งโดยปกติแล้วหน้าจอ iPad ก็จะปล่อยแสงปกติที่อมฟ้าๆ ติดมาอย่างคงที่ มองแล้วไม่สบายตา และไม่ได้เหมาะกับทุกสภาพแสง ยิ่งอยู่ในห้องที่ใช้ไฟสีเหลือง จ้องหน้าจอนานๆ ก็จะเกิดอาการไม่สบายตาครับ สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากเลื่อนเปิดฟีเจอร์ ‘True Tone Display’ ก็คือ ตัว iPad Pro จะใช้เซนเซอร์บริเวณขอบจอด้านบน อ่านค่าอุณหภูมิแสงในเวลานั้นๆ และปรับโทนสีของหน้าจอให้เข้ากับสภาพแสงในห้องได้อย่างลงตัว ซึ่งจะปรับเองทันทีที่อุณหภูมิแสงเปลี่ยนไป (จากรูป GIF ด้านบนนี่น่าจะบอกได้ชัดเจนมากครับ)

“True Tone Display คืออนาคตของทุกหน้าจอ”

DSC05618

เห็นแบบนี้ บอกเลยว่า นี่คือฟีเจอร์เด็ดเลยครับ ผมเชื่อว่า เป็นเทคโนโลยีหน้าจอที่ Apple จะต้องนำไปใช้กับอุปกรณ์รุ่นถัดๆ ไปทุกตัวอย่างแน่นอน ผมถือไปใช้ในสภาพแสงแบบไหน มันก็ปรับโทนสีหน้าจอให้ออกมากลมกลืนอย่างเป็นธรรมชาติมากๆ ถูกใจสุดๆ ละครับ

Smart Keyboard

DSC05604

อีกหนึ่งปัจจัยที่ Apple ผลักดันความ “โปร” ให้กับ iPad รุ่นนี้ ก็คือความสามารถในการเชื่อมต่อ Smart Keyboard เช่นเดียวกับรุ่นใหญ่อย่าง iPad Pro 12.9 นิ้วครับ ซึ่งแน่นอนว่า เมื่อขนาดหน้าจอเปลี่ยนไป ก็เลยต้องออก Smart Keyboard สำหรับขนาดหน้าจอ 9.7 นิ้ว มาเพิ่มด้วยอีก 1 ขนาด (ขายแยกของรุ่น 9.7 นิ้ว ราคา 5,700 บาท ส่วนของรุ่น 12.9 นิ้ว ราคา 6,700 บาท) โดยยังคงมีจำนวนปุ่มเท่ากับรุ่นใหญ่ แต่มีการลดขนาดปุ่มลดเล็กน้อย และลดระยะห่างระหว่างปุ่มลงเล็กน้อย เพื่อให้มันยังอยู่ในขนาด 9.7 นิ้วได้ ส่วนความหนา และลักษณะการพับ ยังคงเหมือนเดิมครับ

DSC05606

ถ้าสังเกตดีๆ จะพบว่า ขอบของ Smart Keyboard 9.7 นี้แทบจะชิดกับปุ่มเลยพอดีครับ

DSC05624

ผมทดลองพิมพ์ด้วย Smart Keyboard กับ iPad Pro 9.7 นิ้ว ก็พบว่าต้องปรับตัวเล็กน้อยกว่าจะคุ้นเคยครับ เพราะขนาดของปุ่มจะเล็กกว่ามาตรฐาน (และเช่นเดิม ไม่มีแป้นไทย) แต่พอปรับตัวได้แล้ว ก็สามารถพิมพ์ได้เร็วอยู่เหมือนกัน จะใช้ในการพิมพ์งานจริงจัง หรือจะใช้แชท LINE (แอพ LINE บน iPad ตอนนี้เป็น Universal App ร่วมกับบน iPhone แล้ว และล็อกอินพร้อมกันได้ด้วย) ก็ทำได้คล่องตัวมากทีเดียว จะมีข้อเสียก็คือ Smart Keyboard ตัวนี้ พอเชื่อมต่อกับ iPad Pro แล้ว มันไม่สามารถปรับองศาหน้าจอได้ครับ ต้องฟิกซ์อยู่กับที่เลย อาจจะวางบนตักแล้วพิมพ์ไม่สะดวก แต่ถ้าวางโต๊ะ ก็เข้าขั้นดีมากเลยล่ะ

Apple Pencil

DSC05608

แน่นอนครับ ขึ้นชื่อว่า iPad Pro ก็ต้องมาพร้อมกับการรองรับ Apple Pencil ดินสอดิจิทัลของ Apple ซึ่งอันนี้เป็นตัวเดียวกับที่ออกมาพร้อมกับ iPad Pro 12.9 นิ้วเมื่อปีที่แล้วเป๊ะๆ และตัว iPad Pro 9.7 นิ้วก็รองรับ Apple Pencil ได้ในระดับที่รุ่น 12.9 นิ้วทำได้เลยด้วย ทั้งความละเอียด ความแม่นยำ การรองรับการเอียง Pencil เพื่อแรเงา รวมถึงการชาร์จไฟ และการแพร์ก็ทำแบบเดียวกันทั้งหมด

DSC05623

ผมทดลองใช้ Pencil บน iPad Pro ไซส์ 9.7 นิ้วนี้ดูบ้าง หลังจากที่คุ้นเคยกับการใช้บน 12.9 นิ้วมานานหลายเดือน เรื่องการจดโน้ต และการขีดเขียนต่างๆ ยังคงตอบโจทย์อย่างมากครับ แม้ว่าพื้นที่หน้าจอจะเล็กลงมาจากรุ่นพี่ค่อนข้างมาก เพียงแต่อาจจะไม่ได้เหมาะกับงานออกแบบ ที่ต้องใช้พื้นที่หน้าจอมากๆ อย่างตอนที่ iPad Pro 12.9 นิ้วโปรโมตเอาไว้อย่างมากตั้งแต่แรก

Apple Pencil เป็นอุปกรณ์เสริม ขายแยกในราคา 3,900 บาทครับ ไม่ได้รวมมาให้กับตัวเครื่อง iPad Pro

Accessories

DSC05611

ถึงแม้ว่า iPad Pro 9.7 นิ้ว จะมีขนาด และมิติตัวเครื่องเท่ากับ iPad Air 2 ทุกอย่าง แต่ทาง Apple ก็ไม่ได้แนะนำให้ใช้อุปกรณ์เสริมร่วมกันนะครับ โดยในส่วนของ Smart Cover นั้น มีการออกมาใหม่ ด้วยสีใหม่หลากหลายสีให้เลือก และระบุว่าสำหรับ iPad Pro 9.7 นิ้วโดยเฉพาะ เพราะว่าตำแหน่งของแม่เหล็กด้านข้างตัวเครื่องนั้นไม่เหมือนกัน ทำให้เมื่อเอา Smart Cover ของ iPad Air 2 มาติดแล้ว จะได้แรงยึดไม่เต็มที่ (ผมลองแล้ว เขย่านิดเดียวหลุดเลยครับ) จึงแนะนำให้ใช้ Smart Cover ให้ตรงรุ่นจะดีกว่า ส่วนเคสด้านหลัง ก็ชัดเจนเช่นกันว่าเคสของรุ่น Air 2 จะไม่มีรูสำหรับแฟลชกล้องหลัง เอามาใช้ร่วมกันได้ไม่เต็มฟีเจอร์เช่นกัน ใครจะซื้อก็ขอแนะนำให้ซื้อตรงรุ่นนะครับ

สรุป

ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า iPad Pro 9.7 นิ้วตัวนี้ ไม่ได้ออกมาทดแทน iPad Air 2 นะครับ แม้ว่าจะมีขนาด น้ำหนัก และมิติตัวเครื่องเท่ากันทุกประการก็ตาม แต่ว่า iPad Pro 9.7 ได้ออกมาเป็น “iPad รุ่นท็อป” ที่ได้ฟีเจอร์ความโปรแบบเต็มๆ ไม่มีกั๊ก และกลายเป็น iPad ที่ดีที่สุดในไลน์อัพปัจจุบัน ซึ่งวางราคาค่าตัวเอาไว้สูงกว่า iPad Air 2 และลดราคา iPad Air 2 ลงไปเหลือเริ่มต้นเพียง 14,400 บาท สำหรับรุ่น 16GB WiFi และปักราคาเริ่มต้นของ iPad Pro 9.7 นิ้วเอาไว้ที่ 22,900 บาท สำหรับรุ่น 32GB WiFi

ส่วนที่ผมชื่นชอบมากที่สุดใน iPad Pro รุ่นนี้ นอกจากความเร็ว ความแรงของมัน ก็คือเทคโนโลยีหน้าจอ True Tone Display ที่สามารถปรับโทนสีหน้าจอให้เข้ากับสภาพแสงที่เราใช้งานอยู่ในขณะนั้นๆ ได้อย่างอัตโนมัติ ใหโทนสีที่สวย สมจริง เป็นธรรมชาติ และอ่านหน้าจอได้อย่างสบายตาที่สุดเท่าที่เคยมี ซึ่งมันน่าจะเป็นหนึ่งในฟีเจอร์มาตรฐานหน้าจอของ Apple กับอุปกรณ์อื่นๆ ที่จะเปิดตัวในอนาคตด้วย

DSC05563

ทิมคุก กล่าวในงานแถลงข่าวเปิดตัว iPad Pro รุ่นนี้ ว่า Apple มีความตั้งใจจะให้ iPad Pro มีส่วนในการทดแทนการใช้งานพีซี และ Phil Schiller เองก็กล่าวเหน็บแนมว่าน่าเศร้าที่มีผู้ใช้งานเครื่องพีซีมากกว่า 600 ล้านเครื่องทั่วโลกตอนนี้ที่มีอายุเครื่องเก่ากว่า 5 ปี และยกเอา iPad Pro มาเป็น “ultimate PC replacement” … ซึ่งชัดเจนครับ ว่า Apple มีความพยายามอย่างยิ่งในการผลักดันให้ iPad Pro ขึ้นมาใช้งานทดแทนพีซีได้ โดยเฉพาะการใช้งานพื้นฐาน และมีการยกเอาแอพยอดนิยมอย่างชุด Microsoft Office ขึ้นมาพูดถึง ว่า iPad Pro สามารถใช้งาน Office ได้จบ ทั้ง Word / Excel / Powerpoint ชนิดที่ไม่ต้องง้อพีซีแล้ว (แน่นอนว่าใช้ร่วมกับ Smart Keyboard) นี่ยังไม่นับรวมความสามารถในการตัดต่อวิดีโอ และการโหลดแอพต่างๆ ที่ตอนนี้มีแอพ iPad แตะหลักล้านแอพบน App Store แล้ว

“ยังไม่เป็น PC replacement แต่ก็เริ่มใกล้เคียง”

อย่างไรก็ตาม เมื่อใช้งานจริง ผมปฏิเสธไม่ได้ว่านี่คือ iPad ที่ดีที่สุดในไลน์อัพปัจจุบัน และก็เป็น iPad ที่น่าใช้ที่สุดด้วย แต่คำกล่าวที่ว่ามันจะเป็น “ultimate PC replacement” เพื่อใช้งานทดแทนพีซีได้ (แม้ว่าจะเป็นพีซีเก่า 5 ปีอย่างที่ Phil Schiller ว่าไว้) นั้น อาจจะเกินจริงไปเสียหน่อยในปี 2016 นี้ ด้วยเหตุผลเดิมกับที่ผมเคยรีวิว iPad Pro 12.9 นิ้วไปเมื่อปลายปีที่แล้ว ว่าถึง iPad Pro จะทรงพลังขนาดไหน แต่ข้อจำกัดของ iOS ก็ยังคงตอบโจทย์การใช้งานทดแทน PC ไม่ได้ซะทั้งหมด แต่ก็ต้องยอมรับว่า ในลักษณะงานบางอย่างนั้น มันสามารถใช้ทดแทนพีซีได้แล้ว และก็มีแนวโน้มที่ iOS รวมถึงฮาร์ดแวร์ที่ทรงพลังอย่าง iPad Pro จะเก่งพอที่จะทดแทนอีกหลากหลายลักษณะงานบน PC มากขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต

DSC05571

Apple เปิดราคา iPad Pro 9.7 นิ้ว ด้วยราคาที่ไม่ถูกครับ แค่รุ่นเริ่มต้นก็ทะลุสองหมื่นบาทแล้ว แต่ต้องไม่ลืมว่านี่คือ iPad รุ่นท็อปสุดในตลาด ที่ใส่สเปคและฟีเจอร์มาอย่างจัดเต็มที่สุดเท่าที่ Apple ทำได้ในปัจจุบัน โดยตอนนี้ยังมีจำหน่ายเฉพาะรุ่น WiFi ในไทยเพียงอย่างเดียวก่อน วางจำหน่ายทั้งหมด 4 สี 3 ความจุ ดังนี้

  • WiFi 32GB ฿22,900
  • WiFi 128GB ฿28,900
  • WiFi 256GB ฿34,900

ราคานี้ยังไม่รวม Apple Smart Keyboard ราคา 5,700 บาท และ Apple Pencil อีก 3,900 บาทครับ สามารถสั่งซื้อได้ผ่าน Apple Store Online แล้ว และจะเข้าวางจำหน่ายผ่านร้านตัวแทนอย่างเป็นทางการเร็วๆ นี้ครับ

The following two tabs change content below.
spin9
อู๋ spin9, Frequent flyer, Content creator, Founder of spin9.me, MINI-TH.com and BIMMER-TH.com, พิธีกรรายการ DigiLife ทาง Nation TV, ห้องข่าวไอที Workpoint News, UK and German alumni. email: spin9.me@gmail.com

Comments