รีวิว iPhone SE เครื่องจริง ไอโฟนเล็ก สเปคแรง แห่งปี 2016

รีวิววันนี้ พบกับ iPhone SE ครับ iPhone รุ่นแรกที่เปิดตัวในปี 2016 แบบสร้างความแปลกใจในหลายมิติ ทั้งการตัดสินใจใช้รูปลักษณ์เดิม ขนาดหน้าจอเล็ก 4 นิ้ว ย้อนยุคกลับไปสมัย iPhone 5 แต่ปรับสเปคให้แรงเหมือน iPhone 6s และตบด้วยการตั้งราคาขายที่ถูกที่สุดตั้งแต่มีการเปิดตัว iPhone มา

ก่อนที่ iPhone SE จะวางขายอย่างเป็นทางการในไทย จากประสบการณ์ที่ได้ทดลองใช้มาก่อนแล้ว ผมจะมาเล่าให้ฟังอย่างละเอียดในรีวิววันนี้ครับ

รูปลักษณ์ภายนอก

DSC06331

DSC06333

iPhone SE ที่จะวางขายในไทย มาในกล่องสีขาวหน้าตาที่เราคุ้นเคยเป็นอย่างดีครับ ด้านหลังระบุสเปคภาษาไทย พร้อมความจุอย่างชัดเจน โดยมีให้เลือกทั้งหมด 4 สี (Silver, Gold, Space Grey และ Rose Gold) และมีให้เลือก 2 ความจุ คือ 16GB และ 64GB เท่านั้น เปิดราคาขายอย่างเป็นทางการในไทย 16,800 บาท สำหรับรุ่น 16GB และ 20,800 บาท สำหรับรุ่น 64GB

สำหรับเครื่องที่ผมรีวิวให้ชมวันนี้ เป็นสีเทา Space Grey ครับ ซึ่งเป็นเพียงสีเดียวในจำนวนทั้งหมด 4 สี ที่มีด้านหน้าของตัวเครื่องเป็นสีดำ (สีอื่น ด้านหน้าของตัวเครื่องจะเป็นสีขาวทั้งหมด)

DSC06350w

ภายในกล่อง รุ่นที่วางขายในไทย ประกอบไปด้วยตัวเครื่อง iPhone SE, หูฟัง Earpods, อะแดปเตอร์ชาร์จไฟหัวแบน แบบ 5W, และสาย Lightning to USB จำนวน 1 เส้น

DSC06353

iPhone SE หน้าไอโฟนหน้าจอ 4 นิ้วเครื่องนี้ ตัวเครื่องภายนอก มันคือ “iPhone 5s” เลยล่ะครับ มีขนาดและมิติที่เท่ากันกับ iPhone 5s ทุกประการ ตัวเครื่องขอบตัดตรง สามารถวางตั้งกับพื้นโต๊ะได้ด้วยดีไซน์ที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี แต่มีการ finishing พื้นผิวด้านหลังใหม่ ให้มีความด้าน แบบเดียวกับที่เราสัมผัสได้จาก iPhone 6s ในปัจจุบัน และเพิ่มสีใหม่ โดยมีตัวเลือกทั้งหมด 4 สีเหมือนกับ iPhone 6s ด้วย นั่นคือ สีเงิน, สีทอง, สีเทา และ สีชมพู Rose Gold โดยใช้โทนสีเดียวกับ iPhone 6s ทุกประการ ไม่เข้ม ไม่อ่อนไปกว่ากัน

DSC06340ww

ด้านหลังของตัวเครื่อง นอกจากวัสดุที่ถูก finishing แบบด้านๆ แล้ว ยังใช้โลโก้ Apple แบบขัดเงา ที่เราเห็นได้จาก iPhone 6/6s ด้วย และถ้าสังเกตดีๆ ตัวกล้องของ iPhone SE นี้ ถึงแม้จะเป็นกล้องที่เรียบเนียนไปกับตัวเครื่อง แบบไม่ปูดนูนออกมา แต่ก็ใช้กล้องความละเอียด 12 ล้านพิกเซลตัวเดียวกับที่ปรากฏอยู่ใน iPhone 6s นะครับ ส่วนแฟลช ก็เป็นแฟลชแบบ True Tone Flash ที่สามารถให้โทนแสงแฟลชได้อย่างแม่นยำ เหมือนที่เราเห็นจากไอโฟนรุ่นท็อปในตลาดด้วย

DSC06341

ด้านล่างของตัวเครื่อง ระบุชื่อรุ่น iPhone SE ชัดเจน เพื่ออย่างน้อย ยังสามารถแยกรุ่นของตัวเครื่องจาก iPhone 5s ได้อย่างง่ายดายจากข้อความตรงนี้

DSC06338

เอกลักษณ์ที่หลายคนชื่นชอบกับดีไซน์แบบเดิมของ iPhone 5s นี้ คือมันสามารถตั้งบนโต๊ะได้ด้วยตัวเองครับ ด้วยดีไซน์ที่ตัดตรง และมีความหนามากพอที่จะสามารถตั้งกับพื้นโต๊ะได้

DSC06345

ด้านใต้ บริเวณพอร์ต Lightning กับช่องลำโพง และช่องเสียบหูฟัง ก็ยังอยู่ที่เดิมทุกประการครับ งานนี้จะเรียกว่า Apple เอาบอดี้เดิมของ iPhone 5s กลับมาปรับปรุงใช้กับรุ่นใหม่เลยก็ว่าได้

DSC06348

ถาดซิมการ์ดยังคงอยู่ตำแหน่งเดิมคือขอบด้านขวาของตัวเครื่อง และใช้ Nano SIM ตามมาตรฐานของอุปกรณ์ iOS ที่ถูกใช้มานานหลายปี (ใครจะอัปเกรดมาใช้ และเป็นซิมขนาดอื่น ต้องขอเปลี่ยนขนาดซิมที่ศูนย์บริการก่อนนะครับ)

สเปคภายใน

ส่วนที่น่าสนใจ คือสเปคภายในเครื่อง iPhone SE ครับ ที่ถึงแม้ว่ารูปลักษณ์ภายนอกจะแทบไม่แตกต่างจาก iPhone จากรุ่น 3-4 ปีที่แล้ว แต่การที่ iPhone SE กลับมาเปิดตัวในปี 2016 นี้ Apple ก็จัดเต็มด้วยการยัดสเปคที่ดีที่สุดจาก iPhone 6s รุ่นท็อปสุดของตัวเอง มาอยู่ในบอดี้แบบเก่าชนิดไม่มีกั๊ก จนแทบจะสรุปได้เลยว่า สเปคมันคือ iPhone 6s แทบจะเป๊ะๆ มาในร่างของ iPhone 5s และออกขายใหม่ในชื่อรุ่น iPhone SE

เริ่มจากซีพียู ที่ใช้ชิป A9/M9 ความเร็ว ความแรงเดียวกับที่เราเห็นใน iPhone 6s รุ่นพี่, แรมขนาด 2GB, อัปเกรดการเชื่อมต่อทั้งไวไฟ บลูทูธ และรองรับเครือข่าย LTE เจเนอเรชั่นล่าสุด, มี NFC รองรับฟีเจอร์ Apple Pay, ใช้กล้องหลัง 12 ล้านพิกเซลและแฟลชเทคโนโลยีเดียวกัน แต่กล้องหน้ายังคงเป็น FaceTime HD ความละเอียด 1.2 ล้านพิกเซลเหมือนเดิม (ในขณะที่ iPhone 6s ใช้กล้องหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล) แถม iPhone SE นี้ ยังรองรับ Live Photos ด้วย ส่วน Touch ID นั้น น่าเสียดายที่ไม่ได้ทำงานเร็วเท่ากับ iPhone 6s รวมถึงหน้าจอ ที่แน่นอนว่ายังเป็นขนาด 4 นิ้ว และใช้ความละเอียดเท่ากับ iPhone 5s เดิมครับ ส่วนที่ไม่ได้ตามมาด้วย คือฟีเจอร์ 3D Touch ที่ตอนนี้ยังสงวนให้สำหรับ iPhone 6s / 6s Plus เท่านั้น

กล้อง

DSC06354

กล้องหลังความละเอียด 12 ล้านพิกเซล และซีพียูที่แรงเทียบเท่ารุ่นพี่อย่าง iPhone 6s ที่มาอยู่ใน iPhone SE นี้ ส่งผลให้สเปคการถ่ายภาพของมันเป็นฟีเจอร์ที่น่าสนใจกับไอโฟนไซส์เล็ก ทั้งภาพนิ่งที่ถ่ายได้อย่างสวยงาม, การรองรับฟีเจอร์ Live Photos (ที่ถึงแม้ว่าหน้าจอจะไม่มี 3D Touch แต่ก็สามารถแตะค้างที่หน้าจอเพื่อให้รูปขยับได้) ส่วนการถ่ายวิดีโอนี่ถือว่าจัดเต็มมาก เพราะถ่ายได้ละเอียดระดับ 4K ไม่แพ้รุ่นพี่ รวมถึงความสามารถในการถ่ายสโลโมชั่น ก็จัดเต็มที่ความละเอียด Full HD (120fps) หรือความละเอียด HD 720p (240p) เท่ากับ iPhone 6s เลย

se-camera-shot

ผมลองใช้มันถ่ายภาพดูแล้ว พบว่าความเร็วในการโฟกัส การวัดแสง และภาพที่ออกมา ยืนยันได้ว่า ไม่แพ้ iPhone 6s ครับ แต่น่าเสียดายที่กล้องหน้า ยังคงใช้ความละเอียดเดิมที่ 1.2 ล้านพิกเซล ไม่ได้ถูกอัปเกรดมาใช้ความละเอียด 5 ล้านพิกเซลเหมือนกับไอโฟนรุ่นพี่

ทดลองใช้

IMG_6769

การจับถือถนัดมือของโทรศัพท์หน้าจอ 4 นิ้ว ที่เราสามารถใช้งานทุกอย่างได้ในมือเดียว ยังคงเป็นเสน่ห์ของโทรศัพท์ไซส์นี้ที่หลายคนหลงรัก และไม่ยอมขยับไปใช้หน้าจอใหญ่เสียทีครับ ซึ่งแน่นอนว่าตลาดของโทรศัพท์ไซส์นี้มีขนาดใหญ่มากทั่วโลก (ปี 2015 Apple สามารถขายไอโฟนขนาดหน้าจอ 4 นิ้วไปได้มากถึง 30 ล้านเครื่อง) ส่วนเรื่องความเร็วของตัวเครื่อง ผมลองเล่นแอพต่างๆ เปิดปิด สลับแอพ และเล่นเกมหลายเกมที่ Apple เตรียมไว้ให้ในเครื่อง พบว่าไม่มีอาการหน่วงให้หงุดหงิดเลย เร็ว แรง สะใจมาก แม้ว่าจะต้องทำใจสักนิดที่ดีไซน์ภายนอกจะเหมือนกับโทรศัพท์ที่ออกมาได้ 3-4 ปีแล้วก็ตาม

ถ้าใครได้มีโอกาสเป็นเจ้าของโทรศัพท์ที่มีขนาดหน้าจอใหญ่กว่านี้ไปแล้ว และกลับมาใช้ iPhone SE ก็อาจจะต้องปรับตัวพอสมควรครับ แม้ว่าหลายๆ คนที่ใช้มือถือจอใหญ่ จะได้ผ่านยุคที่เคยใช้มือถือขนาดหน้าจอ 4 นิ้วแบบนี้มาก่อนแล้วก็ตาม แต่หากใครที่กำลังมองหาสมาร์ทโฟนเครื่องแรก (หรือไอโฟนเครื่องแรก) อยู่ รวมถึงเจ้าของเครื่องไอโฟนรุ่นที่เก่ากว่า iPhone 5s ลงไป ผมว่า iPhone SE เป็นตัวที่ตอบโจทย์อย่างมาก เพราะความแรงระดับนี้ ซื้อปีนี้ ก็ยังอยู่ไปได้อีกหลายปีมากๆ ครับ (ซีพียูเดียวกับ 6s นั่นแปลว่า มันจะได้รับการอัปเดตเป็น iOS เวอร์ชันใหม่ๆ ไปเรื่อยๆ จนกว่าความแรงของ 6s จะรับไม่ไหวเลยทีเดียว)

แบตเตอรี

แบตเตอรีเป็นหนึ่งในประเด็นที่หลายคนสนใจ ว่าแบตจะหมดเร็วมั้ย เพราะตัวเครื่องยังมีขนาดเล็กเหมือนเดิม แต่ซีพียูต่างๆ กลับเร็วขึ้น ถ้าเทียบตัวเลขการใช้งานที่ Apple เคลมไว้ ต้องบอกว่า Apple เคลมตัวเลขการใช้งานแบตเตอรีต่อการชาร์จหนึ่งครั้งได้ดีกว่า iPhone 6s เสียอีก อาจเป็นเพราะเทคโนโลยีที่ดีขึ้น การกินไฟของชิปต่างๆ มีน้อยลง ในขณะที่หน้าจอที่เล็กกว่า ก็กินไฟน้อยกว่าหน้าจอขนาดใหญ่ด้วยนั่นเอง ผมทดลองใช้เครื่องนี้อย่างจริงจังอยู่นานหลายวัน ก็พบว่า แบตเตอรีไม่ใช่ปัญหาของ iPhone SE ครับ สามารถรักษามาตรฐานได้อยู่ในระดับเดียวกับไอโฟนรุ่นอื่นๆ ในตลาดปัจจุบัน ซึ่งก็ต้องยอมรับว่า ไอโฟนไม่ใช่มือถือที่มีแบตอึดอะไรมากมายนัก (ใช้งานทั่วไปพอได้ แต่ถ้าใช้หนักหน่วง ก็อาจจะต้องพึ่งพาการชาร์จระหว่างวันบ้าง)

ราคา

IMG_6758

อีกจุดที่ทำให้ iPhone SE น่าสนใจคือราคาเปิดตัว ที่ออกมาทั้งหมด 2 ความจุ คือ 16GB (ยุคนี้แล้วไม่ควรทำความจุนี้มาขายแล้วนะ) เปิดราคาขายในไทย เริ่มต้นที่ความจุ 16GB ราคา 16,800 บาท และ ความจุ 64GB ราคา 20,800 บาท ถือเป็นการเปิดศักราชใหม่ของไอโฟนรุ่นใหม่ สเปคแรง ที่ราคาเริ่มต้นต่ำกว่า 20,000 บาทอย่างเป็นทางการ และน่าจะทำให้ตลาดสมาร์ทโฟนคึกคักได้อีกครั้ง เพิ่มตัวเลือกที่น่าสนใจให้กับคนที่จะซื้อรุ่นใหม่ในปี 2016 นี้ได้เป็นอย่างดี

iPhone SE จะเริ่มวางจำหน่ายในไทย พร้อมกันทั่วประเทศวันที่ 11 พฤษภาคมนี้ครับ

อุปกรณ์เสริม

DSC06359

แม้ว่า iPhone SE จะมีขนาดเท่ากับ iPhone 5s ทุกประการ และสามารถใช้อุปกรณ์เสริมร่วมกันได้เกือบทั้งหมด ทั้งเคสรูปแบบต่างๆ และกระจกกันรอยต่างๆ แต่ Apple ก็ยังออกเคสรุ่นใหม่มาสำหรับ iPhone SE พร้อมกับการวางจำหน่ายตัวเครื่องด้วยเหมือนกันครับ นั่นคืออกมาเป็นเคสหนังแท้ ทั้งหมด 2 สี คือสีดำ (แบบในรูปด้านบน) และสีมิดไนท์บลู หรือสีน้ำเงินเข้ม เปิดขายในราคา 1,700 บาทไทย

DSC06361

สรุป

เหล้าใหม่ในขวดเก่า ที่ดูน่าใช้ขึ้นกว่าเดิมมาก เพราะดีไซน์ของ iPhone 5s เดิมก็ยังไม่ได้ดูเก่าโบราณอะไรในยุคนี้ แถมขนาดหน้าจอ 4 นิ้ว ก็ยังเป็นขนาดหน้าจอยอดนิยม ที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดในตลาดไอโฟนทั่วโลกในปัจจุบัน จึงทำให้ iPhone SE น่าจับตามองอีกครั้ง ด้วยการอัดสเปคจัดเต็ม และฟื้นคืนชีพความน่าใช้งานของโทรศัพท์สมาร์ทโฟนในไซส์ 4 นิ้ว ที่ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนทั่วโลกมองข้ามความสำคัญของมันไปแล้ว จน Apple เคลมว่า iPhone SE นั้น เป็นสมาร์ทโฟนหน้าจอ 4 นิ้วที่ทรงพลังที่สุดในโลกได้เลย

IMG_6783

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ Apple เริ่มจับตลาด iPhone ในราคาที่ย่อมเยาลง นั่นจะส่งผลให้ไอโฟนเข้าถึงกลุ่มคนได้เป็นจำนวนมากขึ้นตามลำดับอย่างแน่นอน ซึ่ง iPhone SE นี่แหละครับ จะเป็นตัวเปิดตลาดสมาร์ทโฟนที่มีราคาเบาลงกว่า iPhone รุ่นก่อนๆ ที่ออกมาในตลาด แต่ Apple จะทำได้สำเร็จกับตลาดนี้แค่ไหน ต้องรอติดตามกันต่อไปครับ

บทความโดย: อู๋ @spin9

Comments