รีวิว iPad Pro ทำไมต้องใหญ่? ทำไมต้องแพง? เหมาะกับใคร?

iPad Pro แท็บเล็ตขนาดยักษ์ ที่ใหญ่จนไม่น่าเชื่อว่าจะยังเรียกว่าเป็นแท็บเล็ต มันมีอะไรดี ทำไมต้องใหญ่ ทำไมต้องแพง แล้วเหมาะกับใคร น่าซื้อแค่ไหน วันนี้ผมรีวิวให้ชมแบบครบชุดครับ

เมื่อช่วงเดือนกันยายน 2015 ที่ผ่านมา Apple ได้สร้างเซอร์ไพร์ส เปิดตัว iPad รุ่นใหม่ที่มีขนาดใหญ่มากจนน่าตกใจ ในชื่อ iPad Pro เป็นครั้งแรกครับ ซึ่ง ณ วันนั้น หลายคนก็สงสัยว่า Apple คิดจะทำอะไรกันแน่ เพราะไม่มีใครคาดคิดว่าจะมี iPad ที่มีขนาดใหญ่กว่าเดิมออกมาสู่ตลาดได้อีก และ iPad Pro ก็ใหญ่มากจนไม่น่าเชื่อว่า จะเป็นขนาดที่จะนำมาใช้งานจริงได้

DSC02697

คำถามที่สงสัยวันนั้น ก็ยังคงค้างคามาจนถึงวันที่ iPad Pro วางจำหน่ายในเดือนพฤศจิกายน 2015 ครับ หลังจากที่ผมได้ลองเล่นกับมันอยู่หลายสัปดาห์ วันนี้ก็พอจะที่เอามาเล่าเป็นรีวิวฉบับรวบรัดได้แล้วว่า iPad Pro ออกมาเพื่อตอบโจทย์ของอะไรกันแน่ ไปชมพร้อมกันนะครับ

DSC02691

iPad Pro ใช้ดีไซน์เดียวกันกับ iPad ในไซส์ปกติทุกประการครับ สัมผัสครั้งแรกก็จะรู้สึกเหมือนกับทุกๆ คนก็คือ “มันใหญ่มาก” แต่ด้วยความที่มันคงความบางเพียง 6.9 มิลลิเมตร (บางกว่า iPhone 6s) ทำให้การจับถือไม่รู้สึกเทอะทะมากเกินไปนัก จุดเด่นคือขนาดของจอภาพ Retina Display 12.9 นิ้ว ที่อัดความละเอียด 2732×2048 พิกเซล ส่งผลให้ iPad Pro เป็นอุปกรณ์ iOS ที่มีความละเอียดของจอภาพสูงที่สุดในปัจจุบัน

DSC02692

Apple ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า Apple ต้องลงทุนกับการพัฒนาเทคโนโลยีจอภาพสำหรับ iPad Pro นี้ใหม่ทั้งหมด โดยเฉพาะในส่วนของตัวควบคุมจังหวะเวลา (TCON) ของหน้าจอ ให้รองรับกับหน้าจอความละเอียดสูงตัวนี้ได้แบบไม่มีอาการหน่วงให้ตาเปล่ามองเห็นครับ นอกจากนี้ ยังมีการหยิบยืมเอาเทคโนโลยีจอภาพ Oxide TFT จาก Retina 5K ของ iMac รุ่นใหม่ล่าสุดมาใช้ร่วมกันด้วย เพื่อให้จอ iPad Pro สามารถชาร์จพิกเซลได้เร็วขึ้น และให้ความสว่างที่สม่ำเสมอกันทั่วทั้งหน้าจอ

อีกจุดที่น่าสนใจ คือลำโพงของ iPad Pro ที่ติดมาให้มากถึง 4 ตัว ให้เสียงดังกว่าที่คิด และยังเป็นลำโพงที่ฉลาดกว่าลำโพงทั่วไป เพราะมันจะทำงานร่วมกับเซนเซอร์ในตัว iPad เพื่อรับรู้ว่าตอนนี้ iPad กำลังถูกมองอยู่ในทิศแนวตั้งหรือแนวนอน เพื่อที่มันจะปล่อยเสียงกลางและเสียงแหลม ออกทางลำโพงคู่ที่อยู่ด้านบนเสมอ ให้เสียงที่คมชัด แม้ว่าตั้ง iPad อยู่กับพื้นโต๊ะครับ

DSC02693

ด้านข้างของ iPad Pro จะมาพร้อมกับจุดกลมๆ เล็กๆ 3 จุด ที่ไม่เคยมีมาก่อนใน iPad รุ่นอื่นๆ โดยตัวนี้เรียกว่า Smart Connector ที่จะใช้งานร่วมกับ Smart Keyboard ของ Apple เอง รวมถึงมันจะสามารถใช้งานร่วมกับอุปกรณ์อื่นๆ จากค่ายอื่นๆ ที่พัฒนามาใช้งานร่วมกับ Smart Connector ตัวนี้ได้ในอนาคต ที่เดี๋ยวผมจะพูดถึง Smart Keyboard อีกครั้งด้านล่าง

DSC02701

ถ้าเปรียบเทียบขนาดของ iPad Pro (ขนาดหน้าจอ 12.9 นิ้ว) กับ iPad Air 2 เดิม (ขนาดหน้าจอ 9.7 นิ้ว) จะเห็นว่ามันทำให้ iPad Air 2 ดูเล็กจิ๋วไปเลย ทั้งๆ ที่หลายคนคิดว่า iPad Air 2 ก็ถือว่าเป็นแท็บเล็ตขนาด full size แล้ว มาเจอตัวนี้คงต้องคิดใหม่เลยครับ

DSC02704

หรือถ้าไปเทียบกับ MacBook (ขนาดหน้าจอ 12 นิ้ว) ก็ยิ่งชัดเจนว่า มันคือแท็บเล็ตที่ใหญ่กว่าแล็บท็อปเสียอีก และความที่หน้าจอมันใหญ่สะใจแบบนี้นี่แหละครับ ที่ทำให้การใช้งานของมันน่าสนใจจริงๆ

DSC02729

ประโยชน์จากขนาดหน้าจอที่ใหญ่แบบสะใจของ iPad Pro นี้ ต้องไปใช้งานร่วมกับฟีเจอร์การเปิดแอปพร้อมกัน 2 ตัวของ iOS 9 ที่เราสามารถลากหน้าต่างของแอปที่สอง มาจากขอบด้านขวามือของหน้าจอเพิ่มเติมได้ โดยแอปทั้งสองตัว จะทำงานได้พร้อมกัน แสดงผลแยกกันอย่างอิสระ สามารถทำการ copy/paste ข้ามหน้าจอกันได้ และปรับเปลี่ยนอัตราส่วนการแสดงผลได้ด้วย ซึ่งการใช้แอปสองหน้าพร้อมกันแบบนี้ จริงๆ สามารถใช้ได้ตั้งแต่ใน iPad Air 2 แล้ว แต่พอมาใช้บน iPad Pro นี่ยิ่งสะใจ เพราะมีพื้นที่เหลือเฟือ ไม่รู้สึกอึดอัดเลยทั้งสองหน้าต่างครับ ผมลองใช้จนชิน ก็พบว่ามันสะดวกมากๆ ไม่แพ้การเปิดหน้าตาหลายๆ แท็บบนเครื่อง PC เลยทีเดียว

DSC02727

แอปบน iPad หลายตัวเริ่มอัปเดตมารองรับความละเอียดที่สูงขึ้นของ iPad Pro ครับ โดยแอปที่อัปเดตแล้ว ก็จะได้ใช้ประโยชน์ของหน้าจอที่ใหญ่ขึ้นอย่างเต็มที่เลย ส่วนแอปที่ยังไม่ได้อัปเดตมารองรับ ก็จะเหมือนกับแอป iPad ทั่วไป ที่ถูกขยายสัดส่วนขึ้นมา และอาจจะไม่ได้รับประโยชน์จากการใช้บน iPad Pro ได้มากนัก ตรงนี้ก็ต้องรอให้นักพัฒนาแต่ละรายออกอัปเดตมารองรับกันต่อไป

DSC02734

ที่น่าสนใจคือ พลังโพรเซสเซอร์ A9X ที่ Apple ยัดมาให้ใน iPad Pro ซึ่งถือว่าเป็นชิปประมวลผลในอุปกรณ์ iOS ที่แรงที่สุดในปัจจุบัน และ Apple เคลมว่า มันสามารถประมวลผลกราฟฟิกได้เร็วกว่า iPad Air 2 ถึงสองเท่า รวมถึงมันยังเป็นโพรเซสเซอร์ที่มีความแรงกว่า Laptop หลากหลายรุ่นในตลาดปัจจุบันอีก ส่งผลให้เราสามารถตัดต่อวิดีโอในความละเอียดระดับ 4K ผ่าน iPad Pro ได้แบบสบายๆ ไม่กระตุกครับ (ลองแล้ว เวิร์กมาก) รวมถึงผมได้ลองโหลดรูปไฟล์ RAW ขนาด 42.4 ล้านพิกเซลจาก Sony A7R II มาปรับแต่ง ก็ทำได้เนียนมาก ไหลลื่นมากจริงๆ

DSC02718

ทีเด็ดของ iPad Pro คือมันไม่ได้ออกมาแค่ตัวแท็บเล็ตอย่างเดียว แต่ว่ามันเปิดตัวมาพร้อมกับ Apple Pencil ด้วย (ขายแยกต่างหาก) ดินสอดิจิทัลตัวแรกจาก Apple ที่เห็นได้ชัดว่า iPad Pro กำลังมุ่งเน้นไปที่งานกราฟฟิกอย่างชัดเจนเต็มประตู มีการออกแบบให้มีรูปร่าง ขนาด และน้ำหนัก ใกล้เคียงกับดินสอจริงๆ เป็นอย่างมาก สวยงาม น่าใช้ตามสไตล์ Apple

DSC02726

ดินสอตัวนี้ เชื่อมต่อกับ iPad Pro ได้เท่านั้น ยังไม่รองรับการใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ตัวอื่นๆ โดยต้องเชื่อมต่อผ่าน Bluetooth แต่ไม่ต้องไปกดแพร์ให้ยุ่งยาก แค่ถอดปลายดินสอมาเสียบเข้ากับพอร์ต Lightning ของ iPad Pro ไว้สักครู่ ตัวเครื่องก็จะเด้งข้อความขึ้นมาให้จับคู่ และพร้อมใช้งานได้เลยทันทีครับ

DSC02721

การใช้ปากกา Stylus กับหน้าจอทัชสกรีน มันไม่ใช่เรื่องใหม่แน่ๆ อยู่แล้วล่ะครับ และก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่ Apple จะอยากทำบ้าง เพราะการจับถือปากกาหรือดินสอ เป็นท่าทางของมนุษย์ที่คุ้นเคยกันและเป็นสากลโดยไม่ต้องสอนอะไรใหม่ แต่การที่ Apple เพิ่งจะทำ และใช้ได้กับ iPad Pro เพียงรุ่นเดียวก่อนนี้แหละ ที่หลายคนอาจจะสงสัยว่า มันมีอะไรดีกันนะ

จากที่ผมลองใช้ Apple Pencil ดู ก็พบว่ามันมีความแม่นยำสูงกว่าที่คิดครับ โดยเฉพาะการวาดภาพ หรือเขียนจดโน้ต (ตอนนี้แนะนำแอป Paper by 53 หรือ Adobe Photoshop Sketch ที่อัปเดตมารองรับ iPad Pro แล้ว) ตัวเครื่องสามารถรับรู้น้ำหนักการกดของ Apple Pencil ได้อย่างละเอียดและแม่นยำมาก กดเบาได้เส้นบาง กดหนักได้เส้นหนักตามจริงและ Real Time แบบไม่มีหน่วง

DSC02723

นอกจากนี้ Apple Pencil ยังสามารถรับรู้ “ความเอียง” ของตัวแท่ง Apple Pencil ได้ด้วย นั่นหมายความว่า เราสามารถเอียง Apple Pencil เพื่อทำการ “แรเงา” ได้เหมือนกับใช้ดินสอจริงๆ ซึ่งด้วยความที่ตัว Pencil เองมีขนาดและน้ำหนักที่ใกล้เคียงกับดินสอจริงๆ เลยทำให้การใช้งานวาดภาพ แรเงา ระบายสี ดูเป็นธรรมชาติมากๆ แบบไม่ต้องมานั่งเรียนรู้กันใหม่

DSC02724

นอกจากที่ Apple Pencil จะใช้ในแอปวาดรูปหรือจดโน้ตต่างๆ แล้ว ตัว iOS เองก็พัฒนาบางส่วนมาให้รองรับ Pencil ด้วยเหมือนกัน เช่นการวาด หรือ จดข้อความทับลงไปบนรูปภาพก่อนที่จะส่งอีเมลต่อ (เรียกว่า Markup) เป็นต้น แต่ตอนนี้ใช้ได้เฉพาะกับแอป Mail ของ iOS เองเท่านั้น ยังไม่สามารถไปวาดทับลงบนรูปใน Photos หรือ Camera Roll ได้โดยตรง

DSC02708

DSC02716

ออปชั่นเสริมอีกตัว คือ Smart Keyboard หรือเคสคีย์บอร์ดตัวแรกจาก Apple เช่นกัน ที่ทำออกมารองรับกับ iPad Pro โดยเฉพาะ โดยมันใช้การเชื่อมต่อของ Smart Connector แบบไม่ต้องทำการแพร์ใดๆ แค่เอาแถบ Smart Connector มาเชื่อมติดกัน (มันจะดูดติดเองด้วยพลังแม่เหล็ก) ก็พร้อมใช้งานทันที เป็นวิธีการเชื่อมต่อที่ง่าย สะดวก และรวดเร็วมาก และตัว Smart Keyboard นี้สามารถพับมาเป็น Cover ป้องกันหน้าจอขณะพกพาได้ด้วย ถึงแม้ว่าส่วนของปุ่มคีย์บอร์ดจะหนาไปนิดก็ตาม

DSC02711

Smart Keyboard เมื่อพับแล้ว ก็จะเป็นที่วาง iPad Pro ในแนวนอน พร้อมพิมพ์งานได้เมื่อใช้แอปที่ต้องมีการพิมพ์ โดยมันจะทดแทน Virtual Keyboard บนหน้าจอครับ รองรับ Shortcut ต่างๆ ไม่ว่าจะกด Command+Tab เพื่อเปลี่ยนแอป, Command+C, Commard+V เพื่อ Copy/Paste หรือถ้าแอปตัวไหนเขียนมารองรับ ก็สามารถทำ Shortcut ของมันเองได้ด้วย มีปุ่มเปลี่ยนภาษามาให้ ตัวปุ่มของแป้นคีย์บอร์ดมีความหนาให้สามารถกดได้ง่ายและถนัดมือ ผมลองดูแล้วพิมพ์ได้เร็วมากทีเดียวกับคีย์บอร์ดตัวนี้ น่าเสียดายอย่างมากที่ยังไม่มี Layout ภาษาไทยวางจำหน่ายในเวลานี้ครับ

DSC02710

คำถามที่ว่า iPad Pro มันจะใช้แทน Laptop ได้มั้ย? … ผมว่าตอบยาก เพราะลักษณะการใช้งานของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ต้องไม่ลืมว่า iPad Pro ก็ยังเป็น iOS อยู่ครับ ไม่ใช่ Mac OS หรือ Windows ที่มีระบบการจัดการไฟล์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ส่วนตัวผมคิดว่าทดแทนไม่ได้ แต่ iPad Pro ให้ประสบการณ์ที่ไม่มีอุปกรณ์ตัวอื่นสามารถให้ได้ โดยเฉพาะงานกราฟฟิกที่ต้องพึ่งพา Apple Pencil สามารถเปิดจินตนาการไปได้ไกลกว่าการใช้เมาส์ปากกาทั่วไปเป็นอย่างมาก รวมถึงงานที่เกี่ยวข้องกับการนำเสนอ พรีเซนเทชั่นต่างๆ ที่มีแอปมารองรับมากมาย รวมถึงช่างภาพที่ต้องปรับแต่งรูปอย่างรวดเร็ว แต่ต้องการหน้าจอความละเอียดสูง และใช้งานได้ง่าย ก็น่าจะตอบโจทย์ได้ดี แต่หากพูดถึงงานเอกสารทั่วไปแล้ว ผมคิดว่าระบบจัดการไฟล์ของ Mac OS หรือ Windows ก็น่าจะเป็นคำตอบที่เหมาะสมมากกว่า iPad Pro อยู่ดีครับ ดังนั้น ลักษณะการใช้งานของใคร ไม่ได้เกินกว่าที่ iOS ทำได้ ผมว่า iPad Pro น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว

ตอนนี้ iPad Pro มีขายแล้ว 3 รุ่น คือ

  • 32GB WiFi ราคา 30,900 บาท 
  • 128GB WiFi ราคา 36,900 บาท
  • 128GB WiFi+Cellular ราคา 41,900 บาท

ราคานี้ไม่รวม Smart Keyboard 6,700 บาท และ Apple Pencil อีก 3,900 บาทนะครับ

Comments