แกะกล่อง รีวิว iPhone 6s และ iPhone 6s Plus

วางขายอย่างเป็นทางการในไทยแล้วนะครับ สำหรับ iPhone 6s และ iPhone 6s Plus ไอโฟนเวอร์ชั่นอัปเกรด แบบยังไม่เปลี่ยนหน้าตา แต่ก็แอบเพิ่มสีชมพูมุ้งมิ้งมาเป็นสีสัน จะน่าใช้แค่ไหน มาชมกันเลย

iphone-6s-title

iPhone 6s และ iPhone 6s Plus เปิดตัวเมื่อวันที่ 9 ก.ย. 2015 ที่ผ่านมา โดยเป็นธรรมเนียมปกติของทุกปี ที่จะมีการเปิดตัว iPhone ใหม่ ปีละครั้ง โดยคิวของปีนี้ เป็นคิวของการเปิดตัวแบบอัปเกรดสเปค แบบไม่เปลี่ยนหน้าตา ตามแบบฉบับเดิมที่ Apple ทำมาโดยตลอด

  • 2007 – iPhone
  • 2008 – iPhone 3G
  • 2009 – iPhone 3GS (อัปสเปค)
  • 2010 – iPhone 4 (เปลี่ยนดีไซน์)
  • 2011 – iPhone 4s (อัปสเปค)
  • 2012 – iPhone 5 (เปลี่ยนดีไซน์)
  • 2013 – iPhone 5s (อัปสเปค)
  • 2014 – iPhone 6 / 6 Plus (เปลี่ยนดีไซน์)
  • 2015 – iPhone 6s / 6s Plus (อัปสเปค)

โดยปกติแล้ว การเปลี่ยนแปลงในปีที่ Apple ปรับสเปคไอโฟนเดิม และออกมาเป็นรุ่น ‘s’ อาจจะไม่ได้เรียกกระแสได้รุนแรงเท่ากับปีที่มีการเปลี่ยนดีไซน์ แต่ครั้งนี้ อาจจะแตกต่างออกไป เพราะ Apple ไม่ได้อัปเกรดแค่สเปค แต่มีการเพิ่มเทคโนโลยีใหม่ที่ไม่เคยมีใน iPhone รุ่นก่อนๆ เข้าไปเป็นครั้งแรก

iPhone 6s / iPhone 6s Plus

DSC02408

DSC02412

กล่องของ iPhone 6s และ iPhone 6s Plus มีขนาดที่ใกล้เคียงกับ iPhone 6 / 6 Plus เดิมครับ แต่มีการใช้สีสันมากขึ้น โดยมีการใช้รูปปลากัด พร้อมสีของตัวเครื่องเป็นสีเดียวกับตัวอักษรของชื่อรุ่นที่บริเวณกล่อง แต่ก็ยังคงเอกลักษณ์การใช้กล่องสีขาวสะอาดตาอยู่เหมือนเดิม

DSC02413

ภายในกล่อง จะประกอบไปด้วยตัวเครื่อง, สายชาร์จ, อะแดปเตอร์ (รุ่นของไทยจะเป็นปลั๊กหัวแบนแบบในภาพ), ชุดหูฟัง Earpods, เข็มสำหรับถอดซิม และข้อมูลตัวเครื่องพร้อมเงื่อนไขการรับประกัน

ตัวเครื่อง ถ้าใครได้จับ iPhone 6 และ iPhone 6 Plus เดิมอยู่ ต้องบอกเลยว่า มันดีไซน์เหมือนเดิมทุกประการ จุดเดียวที่แตกต่างออกไปคือตัวอักษร ‘s’ ที่กำกับอยู่ด้านหลังของตัวเครื่องเท่านั้น และ มีการเพิ่มออปชั่นสีใหม่ คือสีชมพู Rose Gold เข้ามา ทำให้สีใหม่นี้ ขายดิบขายดีอย่างไม่เคยมีมาก่อน เพราะน่าจะเป็นจุดเดียวที่บ่งบอกได้ว่า นี่คือ iPhone 6s ไม่ใช่ iPhone 6 รุ่นปีที่แล้วนะ

DSC02443

แต่หากไปมองที่สเปคมิติของตัวเครื่อง จะพบว่า iPhone 6s (และ 6s Plus) มีขนาดที่ใหญ่ขึ้นกว่า 6 และ 6 Plus เดิมเล็กน้อย มีความหนาขึ้นกว่าเดิม รุ่นละ 0.2 มิลลิเมตร รวมถึง กว้างกว่า และสูงกว่าเดิม ด้านละประมาณ 0.1 มิลลิเมตร พอจับจริงๆ ไม่ได้รู้สึกว่ามันใหญ่ขึ้นหรอกครับ แต่เรื่องน้ำหนักนี่มีผลชัดเจน เพราะ Apple ได้เปลี่ยนวัสดุมาใช้ Aluminium แบบใหม่ ในซีรีย์ 7000 ที่มีความแข็งแรงกว่าเดิม ส่งผลให้ iPhone 6s มีน้ำหนักมากกว่า iPhone 6 ราวๆ 11% เลยทีเดียว แต่ก็แลกมาด้วยความแข็งแรงที่มากกว่าเดิมนั่นแหละครับ

The “Rose Gold”

iPhone 6s และ 6s Plus ถึงแม้จะไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงดีไซน์ แต่ก็มีการเพิ่มสีใหม่มาให้วงการสั่นสะเทือนเล่นๆ ด้วยสีชมพู Rose Gold (ใช้มุกคล้ายๆ กับตอนออกไอโฟนสีทอง) ซึ่งก็แน่นอนว่า iPhone 6s สีชมพู กลายเป็นสีที่ขายดีที่สุดไปโดยปริยาย มาดูรายละเอียดของสี Rose Gold กันครับ

DSC02439

สีชมพู Rose Gold เป็นการผสมกันระหว่างสีชมพูอ่อน กับ สีทองครับ ดูไม่ชมพูหวานแหวว แต่ก็ไม่ได้จืดมาก การสะท้อนแสงของแต่ละมุม ก็ให้โทนสีที่แตกต่างกันออกไป (ลองสังเกตที่ขอบเครื่อง บริเวณส่วนโค้ง จะเห็นว่ามันสะท้อนออกมาเป็นสีแตกต่างกัน)

DSC01410

DSC01407

DSC01409

รายละเอียดของขอบปุ่มโฮม หรือขอบ Touch ID ก็เป็นสีชมพู Rose Gold ไปด้วย ดูเข้ากันทั้งตัวเครื่อง ส่วนโทนสีนี้ ใครจะชอบหรือไม่ชอบยังไง ก็แล้วแต่รสนิยมของแต่ละคนนะครับ

3D Touch

Force-Touch

ฟีเจอร์ที่โดดเด่นที่สุดของ iPhone 6s ก็คือสิ่งที่เรียกว่า ‘3D Touch’ นี่แหละครับ นี่เป็นครั้งแรก ที่ iPhone สามารถรับรู้ “น้ำหนักของการกดหน้าจอ” ได้ เพื่อให้เราสามารถใช้น้ำหนักการกด ควบคุมฟีเจอร์ต่างๆ ได้มากขึ้นกว่าเดิม เช่น การแตะเข้าแอปต่างๆ ถ้าแตะ ก็เป็นการเข้าแอปตามปกติเหมือนที่เราคุ้นเคยกันอยู่ แต่หากกดลงไปด้วยน้ำหนักที่มากขึ้น ก็จะเป็นการเปิดเมนู Shortcut ต่างๆ ขึ้นมาให้เราเลือกอย่างรวดเร็วมากขึ้น (เสมือนกับการกดคลิ๊กขวาในคอมพิวเตอร์) หรืออาจจะเป็นการพรีวิว ดูข้อมูลต่างๆ ของลิ้งก์นั้นๆ ก่อนที่เราจะกดเข้าไปจริงๆ ก็ได้ ตามแต่ที่นักพัฒนาแต่ละแอปจะสร้างสรรค์ขึ้นมา ว่าให้การแตะปกติเป็นคำสั่งอะไร และการแตะด้วยน้ำหนักที่มากขึ้น เป็นคำสั่งอะไร นั่นเอง

DSC01420

Apple คาดหวังว่า เทคโนโลยี 3D Touch ตัวนี้ จะทำให้พฤติกรรมการควบคุมหน้าจอทัชสกรีนเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม นอกเหนือจากการแตะ (Touch), ลาก (Slide), แตะค้าง (Hold), ถ่างนิ้วเพื่อซูม (Pinch) แล้ว จะเพิ่มเอาการกดด้วยน้ำหนัก (Peek and Pop) เข้าไปอีก และน่าจะใช้เวลาพอสมควร กว่าคนทั่วไปจะเริ่มเข้าถึง และเริ่มชินกับการใช้งานในลักษณะใหม่นี้

DSC02427

เทคโนโลยี 3D Touch ถูกนำมาใช้ครั้งแรกในนาฬิกา Apple Watch ในชื่อเทคโนโลยี Force Touch ครับ ถึงตอนนี้ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ทำไมพอมาอยู่ใน iPhone แล้ว ถึงไม่ใช้ชื่อ Force Touch เหมือนเดิม จะเรียกหลายชื่อให้สับสนเพื่ออะไรเหมือนกัน

ปัจจุบันมีแอปจากนักพัฒนามากมาย ทะยอยทำออกมารองรับกับเทคโนโลยี 3D Touch แล้วนะครับ ไม่ว่าจะเป็น Dropbox, Instagram, Facebook, LINE รวมถึงยังมีเกมต่างๆ อีกมากมาย ที่ประยุกต์เอาเทคโนโลยี 3D Touch มาใช้ในการเล่นเกม เช่น เกมแข่งรถ AG Drive, Magic Piano, Blob Games เป็นต้น

Screen Protector and Tempered Glass

พอ iPhone 6s ใช้เทคโนโลยี 3D Touch ที่เป็นเทคโนโลยีของหน้าจอในการวัดน้ำหนักการกด ก็มีข้อสงสัยขึ้นมาทันทีว่า ฟิล์ม หรือ กระจกกันรอย จะยังคงเอามาใช้กับ iPhone 6s / 6s Plus ได้เหมือนเดิมมั้ย มาลองดูกรณีของฟิล์มกันก่อนครับ

DSC01449

ผมทดลองใช้ฟิล์มกันรอยของ Focus รุ่น Blue Light Cut (รุ่นตัดแสงสีฟ้า ถนอมสายตา) ที่เป็นขนาดของ iPhone 6 Plus เดิม มาติดเข้ากับ iPhone 6s Plus ดู ก็พบว่า ฟิล์มขนาดเดิมยังคงใช้กับ 6s ได้แนบสนิทพอดี

DSC01450

การใช้ 3D Touch เมื่อติดฟิล์มกันรอยเข้าไปแล้ว ก็ยังคงใช้งานได้ปกติ ใช้น้ำหนักเท่าเดิม ไม่ได้มีผลอะไรต่อการทำงานของระบบหน้าจอสัมผัส และ 3D Touch ครับ

ทีนี้มาดูอันที่ยากขึ้นมาหน่อย คือกรณีของกระจกนิรภัยบ้าง ถ้าเป็นกระจกหนาๆ ล่ะ จะยังใช้ได้มั้ย

DSC01451

ผมทดลองติดกระจกนิรภัยของโฟกัส รุ่น Blue Light Cut Tempered Glass ดูบ้าง ซึ่งเป็นขนาดของ iPhone 6 Plus เดิมเช่นกัน

DSC01453

ส่วนของกระจกนิรภัย ก็ใช้ขนาดของ iPhone6 Plus เดิม มาติดได้แนบสนิทพอดีเช่นกันครับ

DSC01454

รวมถึงการใช้  3D Touch ก็ผ่านฉลุยบนกระจกนิรภัยของโฟกัสที่ทดลองครั้งนี้เช่นกัน ตอนแรกผมกังวลว่าพอเป็นกระจกนิรภัยที่มีความหนาแล้ว อาจจะทำให้ 3D Touch เพี้ยนไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้มีผลอะไรเลย น่าจะพอสรุปได้ว่า เทคโนโลยี 3D Touch ใหม่นี้ยังคงใช้งานร่วมกับฟิล์มและกระจกกันรอยได้อย่างไม่มีปัญหา

Camera

DSC01455

ส่วนที่มีการอัปเกรดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด คือเรื่องของกล้องครับ ทั้งกล้องหน้าและหลัง ทั้งภาพนิ่งและวิดีโอ เพราะนี่เป็นไอโฟนรุ่นแรกที่มีความละเอียดของกล้องสูงถึง 12 ล้านพิกเซล (ใครใช้แอนดรอยด์ อย่าเพิ่งหัวเราะเยาะ คือเค้าเพิ่งมีจริงๆ…) กล้องหน้า Facetime HD ก็เพิ่มเป็น 5 ล้านพิกเซลแล้ว แถมยังมีแฟลชกล้องหน้า โดยใช้แสงไฟจากหน้าจอมายิงให้สว่างวาบเป็นแฟลช (Apple เรียกว่า Retina Flash) ส่วนการถ่ายวิดีโอ ก็มีการรองรับความละเอียดระดับ 4K เป็นครั้งแรกเช่นกัน

ตัวอย่างภาพถ่ายจาก iPhone 6s Plus (ไม่ผ่านการปรับแต่ง)

IMG_0007

IMG_0018

IMG_1250

IMG_0009

IMG_0671

Live Photos

DSC01464

อีกหนึ่งของใหม่ ที่เพิ่มเข้ามาใน iPhone 6s ก็คือสิ่งที่เรียกว่า Live Photo ครับ เป็นการถ่ายภาพนิ่ง แบบเก็บเป็นภาพเคลื่อนไหว 1.5 วินาทีก่อนและ 1.5 วินาทีหลังแตะชัตเตอร์ เมื่อแสดงผลจะเหมือนเป็นภาพนิ่งธรรมดา แต่ถ้าเราแตะ 3D Touch (แตะจอด้วยน้ำหนัก) ที่ภาพนิ่งนั้นๆ มันก็จะเคลื่อนไหวครับ ซึ่งมาทั้งภาพและเสียง เพื่อเรียกความทรงจำว่า บรรยากาศขณะถ่ายภาพนิ่งภาพนั้นๆ บรรยากาศโดยรอบเป็นอย่างไร

จากการทดลองของผม พบว่า ผมยังไม่ค่อยชอบ Live Photos เท่าไหร่ เพราะภาพเคลื่อนไหวที่ได้ ก็มีเฟรมเรตที่ต่ำกว่าวิดีโอทั่วไปมาก แต่เหตุผลที่ไม่ชอบมากที่สุด คงเป็นเพราะมันเก็บภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังกดชัตเตอร์ไปด้วยอีก 1.5 วินาที ซึ่งโดยปกติเวลาเราถ่ายภาพนิ่งเสร็จแล้ว เรามักจะลดมือเอามือถือมาเก็บ หรือพลิกมือถือลง เพื่อดูภาพ ทำให้ระบบ Live Photos ในช่วง 1 วินาทีสุดท้าย มักจะเก็บภาพพื้นดินและเท้าของเรามาด้วยเสมอเลยครับ

Apple เน้นย้ำว่า Live Photos เป็น “ภาพนิ่ง” ที่เคลื่อนไหวได้ ไม่ใช่วิดีโอแต่อย่างใดนะครับ หากต้องการคลิปวิดีโอ ก็ให้ถ่ายเป็นวิดีโอเลย จะได้ความละเอียด และ frame rates ที่เหมาะสมกว่า

Screen Shot 2015-09-25 at 21.30.13

ไฟล์ของ Live Photos สามารถใช้เปิดในอุปกรณ์ของ Apple ได้ทุกอุปกรณ์ครับ ไม่ว่าจะเป็นไอโฟนเครื่องอื่น หรือเปิดบนเครื่อง Mac ก็ได้เช่นกัน แต่ถ้ามาเปิดดูเนื้อไฟล์ที่เก็บไว้ในไอโฟน มันจะถูกแบ่งออกเป็นสองไฟล์ คือไฟล์ภาพนิ่ง JPG หนึ่งไฟล์ บวกกับไฟล์วิดีโอ MOV อีกหนึ่งไฟล์ ที่กินเนื้อที่อีกประมาณหนึ่งเท่าตัวจากภาพนิ่งปกติ โดยเครื่องไอโฟนจะทำการเล่นไฟล์ MOV เมื่อเราทำการกด 3D Touch ลงไปบนหน้าจอนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ฟีเจอร์นี้สามารถปิดได้เมื่อไม่ต้องการใช้งานครับ

4K Video

4K-HD

ครั้งแรกของไอโฟน ที่ถ่ายวิดีโอได้ในระดับ 4K ครับ (หรือเทียบเป็นความละเอียดขนาด 8 ล้านพิกเซล – 3840×2160) มีความคมชัดสูง แต่ก็กินพื้นที่ในไอโฟนค่อนข้างมากเหมือนกัน

DSC02433

วิดีโอใน iPhone 6s ต้องยอมรับว่ามีการพัฒนาขึ้นจาก 6 และ 6 Plus อย่างมากเลยครับ นอกจากวิดีโอที่รองรับความละเอียดระดับ 4K แล้ว ยังมีตัวเลือกของวิดีโอแบบสโลโมชั่น 2 โหมดด้วยกัน คือ Full HD 1080p ที่ 120 fps และที่ความละเอียด HD 720p ที่ 240fps

นอกจากนี้ iPhone 6s Plus ยังเป็นไอโฟนรุ่นแรก ที่มีการรองรับ Image Stabilization (ระบบป้องกันภาพสั่นไหว) ในโหมดของการถ่าย Time Lapse อีกด้วยครับ

Faster Touch ID

touchid6s

อีกหนึ่งเรื่องที่ถูกปรับปรุงขึ้นมาจาก iPhone 6 และ 6 Plus ก็คือ Touch ID หรือระบบอ่านลายนิ้วมือที่บริเวณปุ่มโฮมครับ Apple เคลมว่า ใน 6s / 6s Plus นี้มันสามารถอ่านค่าลายมือได้เร็วกว่าเดิมถึงหนึ่งเท่าตัว และเมื่อใช้งานจริงก็พบว่ามันอ่านได้เร็วขึ้นอย่างมาก แตกปุ๊บ ปลดล็อกแทบจะทันที ชนิดที่เรียกว่าใครเคยชินจากสปีดการปลดล็อกของ iPhone 5s, 6, 6 Plus มา อาจจะมีตกใจเล็กน้อย เพราะคว้ามือถือจากในกระเป๋า แล้วเอานิ้วแตะเพื่อปลดล็อก มาดูหน้าจออีกทีก็เป็นหน้าโฮมแล้ว แทบจะไม่เห็นจังหวะที่มันกำลังปลดล็อกจากหน้า Lock Screen เลย ยิ่งถ้าเอามาเทียบกันระหว่าง 6s กับไอโฟนรุ่นก่อนหน้า จะยิ่งเห็นผลชัดเจนมากๆ ว่า 6s อ่านลายนิ้วมือได้เร็วกว่ามากๆ ครับ (รวมถึงตอนที่ใช้ลายนิ้วมือแทน Password ด้วย)

Faster Processor

a9-6s

iPhone 6s และ iPhone 6s Plus เสริมพลังโพรเซสเซอร์ใหม่ ด้วยชิป A9 ที่มีความเร็วมากขึ้นกว่าเดิม และเป็นครั้งแรกที่ iPhone มีแรมมากถึง 2GB ซึ่งทำให้โดยภาพรวมแล้ว มันมีพลังในการประมวลผลที่เร็วขึ้น ทั้งการใช้งานในแอปปกติทั่วไปที่เราใช้กันในชีวิตประจำวัน และการสวิตช์ไปแอปต่างๆ เมื่อมีการเปิดพร้อมกันหลายแอป นอกจากนี้ อานิสงค์ของโพรเซสเซอร์ที่แรงขึ้น ก็ทำให้ไอโฟนใหม่รองรับกับการประมวลผลกราฟฟิก รูปภาพ และวิดีโอที่ดีขึ้นกว่าเดิมด้วย

Hey Siri! – หวัดดี สิริ!

DSC01434

iPhone 6s มาพร้อมกับฟีเจอร์ Siri ใหม่หนึ่งอย่าง คือฟีเจอร์ Hey Siri! นี่สามารถทำงานได้ตลอดเวลา แม้ไม่ได้หยิบเครื่องขึ้นมาปลดล็อก หรือแตะปุ่มใดๆ บนตัวเครื่อง แค่พูดคำว่า Hey Siri! มันก็จะปลุกตัวเองขึ้นมาพร้อมรับคำสั่งเสียงของเราได้ทันที อันนี้ผมลองใช้ดู ต้องทำการตั้งค่าเสียงของเราก่อน โดยมันจะให้เราพูดคำว่า Hey Siri ซ้ำๆ กันสามครั้ง และให้พูดคำสั่งที่กำหนดมาให้อีก 2 คำสั่งก่อน เพื่อจดจำเสียงและสำเนียงของเรา จากนั้น ก็สามารถเรียก Hey Siri! ขึ้นมาได้เลย แม้ตัวเครื่องจะล็อกอยู่ก็ตาม ถือว่าเป็นอีกฟีเจอร์ที่สะดวกดีเหมือนกัน ลืมบอกว่าไป มันรองรับ Hey Siri แบบคำสั่งภาษาไทยด้วยนะครับ โดยจะต้องเรียกว่า “หวัดดี สิริ” เพื่อเรียกให้เครื่องพร้อมรับคำสั่ง หรือ คำถามต่างๆ ได้โดยไม่ต้องแตะตัวเครื่อง iPhone เลยครับ

Wrap Up

ทุกๆ ปี ก็จะมีคนตื่นเต้นกับไอโฟนรุ่นใหม่อยู่เสมอในช่วงเดือนกันยายน และปีนี้ก็เช่นกัน ที่ถึงแม้ว่าจะดูเหมือนไม่มีอะไรใหม่ ดีไซน์เดิมทุกอย่าง แต่สิ่งที่เข้ามาอัปเกรดให้กับดีไซน์เดิมของไอโฟน ในรุ่น 6s และ 6s Plus ดูเหมือนจะไปได้ถูกทาง โดยเฉพาะเทคโนโลยี 3D Touch ที่ใช้งานแล้วมีประโยชน์จริงอย่างเห็นได้ชัด ช่วยให้การใช้งานสมาร์ทโฟนหน้าจอสัมผัสก้าวไปอีกขั้น (และจะเป็นก้าวที่ไม่มีทางถอยหลังกลับมาเสียด้วย) ถึงวันนี้ เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นและน่าสนุก ที่จะได้รอดูว่า นักพัฒนาแอปต่างๆ บนแพลตฟอร์มของ iOS จะเอา 3D Touch ไปเล่นกับอะไรได้บ้าง

ส่วนตัวผมแล้ว คิดว่า 3D Touch เป็นเรื่องเดียวของ iPhone 6s ที่น่าพูดถึง และน่าจับตามอง เพราะส่วนอื่นๆ เป็นเพียงแค่การอัปเกรดจากสิ่งที่มีอยู่ให้ดีขึ้นตามเวลาเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นโพรเซสเซอร์ที่เร็วขึ้น (ที่ต้องเร็วขึ้นทุกปีอยู่แล้ว), กล้องดีขึ้น (ก็ดีขึ้นทุกปีเช่นกัน), พอประมวลผลได้เร็วขึ้น กล้องดีขึ้น ก็รองรับความละเอียดที่สูงขึ้นได้ และ เสริมลูกเล่นอย่าง Live Photos เข้ามาให้หวือหวากว่าเดิม ส่วนเสริมต่างๆ เหล่านี้จึงไม่ได้มีอะไรที่น่าตื่นเต้นและเป็นจุดที่สามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม หรืออุตสาหกรรมอะไรได้

โดยสรุปแล้ว iPhone 6s และ 6s Plus เป็นไอโฟนที่เฉียบคมขึ้นกว่าเดิม มีความสมบูรณ์แบบขึ้นในทุกมิติ ผนวกเข้ากับซอฟต์แวร์ที่เหลามาจนคมกริบแล้วเช่นกันใน iOS 9 แถมยังมีนวัตกรรม (น่าจะพอเรียกว่าเป็นนวัตกรรมได้แหละนะ) อย่าง 3D Touch ที่ถึงแม้ว่า Apple จะไม่ได้เป็นผู้ริเริ่มเทคโนโลยีนี้เป็นรายแรกในตลาด แต่ชัดเจนว่า Apple สามารถเอาเทคโนโลยีนี้มาใช้งานในระดับแมสได้เป็นรายแรก (และอาจเป็นรายเดียว) ที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้ใช้งานอุปกรณ์หน้าจอสัมผัสได้ทั่วโลกในอนาคต

ผมมองว่า การมาของ 3D Touch ใน iPhone 6s จะเป็นจุดที่ทำให้หน้าจอสัมผัสของอุปกรณ์จาก Apple ในอนาคตทุกตัว ไม่สามารถหันหลังกลับมาใช้หน้าจอสัมผัสแบบธรรมดาได้อีก เพราะเมื่อนักพัฒนาเริ่มทำแอปให้รองรับกับเทคโนโลยีนี้ ฟีเจอร์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นมา ก็คงจะต้องถูกใช้งานบนแพลตฟอร์มที่มีเทคโนโลยีนี้ตลอดไป ไม่ต่างจากตอนที่สมาร์ทโฟนเริ่มรองรับระบบ Multi-Touch สัมผัสหน้าจอได้หลายจุดพร้อมกันนั่นแหละ ดังนั้น ก็อย่าแปลกใจ ถ้า Apple จะทะยอยเปิดตัวอุปกรณ์รุ่นใหม่ๆ ในอนาคตที่จะมีเจ้า 3D Touch ตามไปอยู่ทุกที่ครับ

คนที่ใช้ iPhone เดิม จะเปลี่ยนมา iPhone 6s ดีไหม? … ถ้ากรณีของ iPhone 5s หรือเก่ากว่า ผมว่าเริ่มน่าอัปเกรดมาใช้แล้ว ไม่ใช่เพราะเรื่องของ 3D Touch แต่เป็นเทรนด์ที่สมาร์ทโฟนมีหน้าจอขนาดใหญ่ขึ้นกว่ายุคนั้น บวกกับพลังความสามารถในจุดต่างๆ ที่สมบูรณ์แบบมากขึ้น ก็จะเป็นการอัปเกรดแบบก้าวกระโดดเลย แต่ส่วนคนที่ถือ iPhone 6 / 6 Plus อยู่แล้ว เหตุผลในการอัปเกรดครั้งนี้อาจมีไม่มากเท่าที่ควรครับ

iPhone 6s และ iPhone 6s Plus เริ่มวางจำหน่ายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการแล้ว ผ่านทางผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือทั้ง AIS, dtac และ Truemove-H รวมถึงตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ Apple และช่องทางออนไลน์อย่าง Apple Store Online ที่จัดส่งฟรีถึงบ้านครับ

The following two tabs change content below.
spin9
อู๋ spin9, Frequent flyer, Content creator, Founder of spin9.me, MINI-TH.com and BIMMER-TH.com, พิธีกรรายการ DigiLife ทาง Nation TV, ห้องข่าวไอที Workpoint News, UK and German alumni. email: spin9.me@gmail.com

Comments